วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

ฅนข่าวเท้าติดดิน: บทที่ ๐๔ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ


สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

จาก: ฅนข่าวเท้าติดดิน
โดย: ภัทรพล สุธาวุฒิไกร


สื่อพลเมือง เป็นช่องทาง (Channels) ที่พลเมืองสามารถใช้เป็นสื่อกลาง (Media) ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของตนสู่สาธารณชน เช่น อินเทอร์เน็ต (Internet), วิทยุชุมชน (Community Radio), โทรทัศน์ดาวเทียม (Satellite Television), วิดีทัศน์ (Video), ภาพถ่าย (Photograph) เป็นต้น ส่วนพลเมืองที่เป็นผู้ผลิตข้อมูลข่าวสารด้วยตนเองเหล่านั้นเรียกว่า “นักข่าวพลเมือง” (Citizen Reporter)

ทุกวันนี้ มีนักข่าวพลเมืองเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผ่านสื่อพลเมืองไปสู่ผู้อ่านมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีใครทราบว่า ต้นกำเนิดของกระบวนการนี้เริ่มขึ้นเมื่อใด อย่างไรก็ตาม ในหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงกระบวนการสื่อพลเมืองอยู่พอสมควร อาทิ

วินาศกรรมสหรัฐฯ ซึ่งเต็มไปด้วยพลเมือง
ภาพเพลิงไหม้อาคารแฝด เวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์ เป็นฉากหลังของ
เทพีเสรีภาพ ซึ่งผู้สื่อข่าวพลเมืองถ่ายจากสวนสาธารณะแห่งชาติ
(National Park)
๐๘.๓๐ น. (เวลาท้องถิ่น) เช้าวันอังคารที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่อ่าวแมนฮัตตัน ใจกลางมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นักธุรกิจและมนุษย์ทำงาน เดินพาเหรดกันอย่างรวดเร็วและขวักไขว่ เป็นปกติดังเช่นทุกวัน ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สำนักงานของตน

คนขยันบางส่วน เดินทางถึงสถานที่ทำงาน ของบริษัทน้อยใหญ่ที่กระจายอยู่ในตึกต่างๆ โดยเฉพาะอาคารสำนักงานแฝด ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในย่านนี้ อย่าง เวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์ (World Trade Centre) ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ ถึงขนาดที่เคยเป็นชื่อของอดีตศูนย์การค้าในประเทศไทยมาแล้ว

๐๘.๔๕ น. ผู้คนที่เคลื่อนตัวไปตามฝูงชน บนบาทวิถีริมถนน ต่างตกใจเมื่อได้ยินเสียงดังโครมใหญ่จากบนท้องฟ้า และเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองไปยังที่มาของเสียงนั้น บ้างกรีดร้องปิดปาก บ้างก็ตะลึงตาค้าง ไม่เชื่อกับสิ่งที่สายตากำลังมองเห็นตรงหน้า ซึ่งเกือบทั้งหมด เห็นเพียงตัวตึกที่กำลังระเบิด แต่หลายคนเงยหน้าขึ้นไปพบเหตุการณ์ก่อนหน้า คือเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ หายเข้าไปในอาคาร ๑ เวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์ ทางทิศเหนือ อันเป็นสาเหตุของการระเบิดที่เกิดขึ้นตามมานั้น
ภาพที่ถ่ายโดย ‘ผู้สื่อข่าวพลเมือง’ ขณะกำลังวิ่งหนี
กลุ่มควันจากการถล่มของอาคาร เวิร์ลด์ เทรด
เซ็นเตอร์ เมื่อช่วงสาย วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔

๐๙.๐๓ น. เกิดเหตุการณ์ราวกับ ฉากในภาพยนตร์แอ็กชั่น ซ้ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อเครื่องบินโดยสารอีกลำหนึ่ง พุ่งเข้าหาอาคาร เวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์ ๒ ทางทิศใต้ ส่งผลให้ ตึกหลังนี้ยุบตัวลง ในเวลา ๑๐.๐๕ น. และอาคาร ๑ ถล่มลงตามมา ในเวลา ๑๐.๒๘ น. ระหว่างนั้น เครื่องบินอีกลำ ดิ่งลงไปที่อาคารเพนตากอน รูปทรงหกเหลี่ยม อันเป็นที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในเวลา ๐๙.๓๗ น.

นอกจากนั้น ยังมีเหตุการณ์ข้างเคียงตามมาตลอดทั้งวัน ความเศร้าโศกปกคลุมทั้งประเทศ สถานีโทรทัศน์ทั่วโลก ต่างถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ช็อกโลกนี้ จากที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น นำเสนอผ่านเครือข่ายโทรทัศน์ของตน ทว่าไม่มีภาพในมุมมองอื่นเลย และที่สำคัญ ไม่มีภาพแรกของเหตุการณ์นี้แม้แต่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่นานนับจากนั้น ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างก็นำทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ที่สื่อมวลชนต่างๆ ตามหา มาเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต แม้แต่การเขียนเล่าถึง เรื่องราวสะเทือนใจ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของบุคคลเหล่านี้ ในเว็บบอร์ดต่างๆ อันนับเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่นำไปสู่กำเนิดของกระบวนการวารสารศาสตร์พลเมือง อย่างเป็นการเป็นงานในเวลาต่อมา

สื่อพลเมือง กับธรณีพิบัติภัย
เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดแผ่นดินไหวในแนวดิ่งอย่างรุนแรง บริเวณก้นทะเลหัวเกาะสุมาตรา จากรายงานเป็นทางการ ความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น วัดได้ถึง ๙.๑ ตามมาตราริกเตอร์ ส่งผลให้พื้นทะเล ขยับยกผืนน้ำให้สูงขึ้นอย่างมาก และรวดเร็วอย่างยิ่ง จนกลายเป็นคลื่นขนาดมหึมา ที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่ง ทะเลอันดามันทางตะวันตกของไทย ด้วยเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กว่าที่กลุ่มคนริมชายฝั่ง จะได้เห็นน้ำทะเลที่ยกตัวขึ้นสูงมาก จนมองไม่เห็นท้องฟ้า ก็ต้องถูกกวาดร่างลงสู่ท้องทะเล โดยที่ยังไม่ทันจะออกวิ่งได้ไกลนัก
ภาพคลื่นสึนามิถล่มชายฝั่งอันดามันของไทย จากผู้สื่อข่าวพลเมือง
แต่ก็มีบางส่วนที่โชคดี สามารถหลบหนีได้พ้น เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากฝั่งออกไป พร้อมกับนำกล้องวิดีโอพกพา กล้องถ่ายภาพพกพา หรือกล้องในโทรศัพท์มือถือ ขึ้นถ่ายภาพวินาทีชีวิตนี้ไว้ แล้วส่งให้กับครอบครัว เครือญาติ และเพื่อนฝูง เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำเผยแพร่ออกไปทางอินเทอร์เน็ต สถานีโทรทัศน์ หรือข้อความมัลติมีเดีย (เอ็มเอ็มเอส) ด้วยโทรศัพท์มือถือ อย่างรวดเร็ว ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว นับเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม ของกระบวนการสื่อพลเมือง[๑]

รถไฟใต้ดินลอนดอนระเบิด-สื่อพลเมืองบูม
บรรยากาศในสถานีรถไฟใต้ดินลอนดอน
ที่ผู้สื่อข่าวพลเมืองถ่ายได้
วันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เกิดเหตุระเบิดขบวนรถไฟใต้ดิน ที่กำลังจอดรับผู้โดยสารอยู่ภายในสถานีฯ กลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ด ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปภายในสถานีฯ หลังจากเหตุการณ์ ทำให้ไม่มีผู้สื่อข่าวรายใด สามารถสรรหาภาพข่าวเกี่ยวกับเหตุร้ายแรง และมีผู้ติดตามอยู่ทั่วโลกได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพในขณะที่กำลังมีการระเบิดเกิดขึ้น

แต่ในที่สุด สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของอังกฤษ อย่างบีบีซี ก็ได้รับภาพข่าว เพื่อเผยแพร่ในรายการข่าวประจำวัน จาก “แหล่งข่าว” สำคัญที่สุด ก็คือชายผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งใช้กล้องในโทรศัพท์มือถือ ถ่ายภาพขณะที่เขากำลังหลบหนี ออกจากขบวนรถไฟฟ้าที่ยังกรุ่นไปด้วยควัน และมีหนุ่มอีกคนหนึ่ง นำชายเสื้อคลุมของตนเอง ปิดจมูกและปาก เพื่อป้องกันการหายใจเอาควันเข้าไป โดยภาพนี้ ได้รับการเผยแพร่ต่อไป ทางสถานีโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ทั่วโลก นอกจากภาพในกล้องวงจรปิดของสถานีฯ[๒]

พายุใหญ่เข้าสหรัฐฯ-น.ส.พ.เปิดบล็อกให้ชาวบ้านเล่า
หลังเกิดเหตุระเบิดรถไฟใต้ดิน ทางฝั่งยุโรปได้ไม่นาน เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ฝั่งอเมริกาก็เกิดเหตุตามกันมา ในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อพายุเฮอริเคนแคทรีนา ที่มีอัตราความรุนแรงในระดับ ๕ เคลื่อนตัวเข้าสู่ชายฝั่งรัฐนิวออร์ลีนส์ จนเกิดความเสียหายร้ายแรงไปทั่วทั้งรัฐ และมีผู้เสียชีวิตนับพันคน
ภาพหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ “เดอะ ไทม์ส-พิคายูน” ที่จำหน่ายในรัฐนิวออร์ลีนส์ และ
ใกล้เคียง ฉบับวันอังคารที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๘ ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของพิคายูน
ตลอดระยะเวลาที่พายุเฮอริเคน “แคทรินา” เข้าทำลายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล
ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และเปิดบล็อกแจ้งเหตุที่เว็บหน้าแรกด้วย
ทันทีที่แคทรีนาขึ้นสู่ฝั่ง กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ นิวออร์ลีนส์ ไทม์ส-พิคายูน (New Orleans Times Picayune) ก็เปิดเว็บล็อกขึ้น (ดูเพิ่มจากเนื้อหาในบทที่ ๐๓) สำหรับรายงานสถานการณ์นี้โดยเฉพาะ ต่อมาอีกไม่นาน ก็ตั้งให้หน้าบล็อกนี้ เป็นหน้าหลักของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชิญชวนให้ชาวบ้านในชุมชน ร่วมกันเล่าถึงสิ่งที่ประสบมา ทั้งยังเป็นส่วนช่วยให้ผู้กำลังติดตามภัยพิบัติครั้งนี้จากทั่วโลก รับทราบถึงสถานการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จากผู้ประสบเหตุเองโดยตรงอีกด้วย

คปค.ปิดทีวีวิทยุ พลเมืองเปิดสื่อเอง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ขณะนั้น ออกประกาศสถานการณ์
ฉุกเฉิน เมื่อเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น.
วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.
๒๕๔๙ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี
๒๑.๐๐ น. วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๕ เป็นแห่งแรกที่ยุติรายการปกติ โดยเปิดมิวสิกวิดีโอเพลงพระราชนิพนธ์ และเพลงเฉลิมพระเกียรติ วนไปมาอย่างต่อเนื่อง ส่วน สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑, สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และไทยทีวีสีช่อง ๓ ก็ทยอยยุติรายการปกติเช่นกัน

เหลือเพียงสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ติดต่อ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท ในเวลานั้น ขอออกอากาศรายการพิเศษ เพื่อประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั่วประเทศ และแต่งตั้งให้ พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ปฏิบัติการ ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังไม่ทันประกาศจบ ทหารก็เข้ามาถึง ห้องควบคุมการออกอากาศโมเดิร์นไนน์ทีวี พร้อมตัดสัญญาณโทรศัพท์ทางไกลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที

ขณะเดียวกันนั้น สถานีวิทยุกระจายเสียงต่างๆ ก็ทยอยยุติการออกอากาศไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ สาเหตุที่ คปค.เข้ายึดสถานีวิทยุและโทรทัศน์เหล่านั้น เพื่อเผยแพร่ประกาศและข่าวสารของ คปค. จึงทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักทุกแห่งที่มีอยู่ในขณะนั้น นำเสนอข่าวสารจาก คปค.เพียงฝ่ายเดียว ชาวกรุงเทพฯ ที่ต้องการรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง จึงพากันออกจากบ้าน เพื่อไปดูด้วยตาตนเอง พร้อมทั้งถ่ายภาพไว้จำนวนมาก แม้จะฝ่าฝืนคำสั่งห้ามออกนอกเคหสถานในเวลากลางคืนของ คปค.ก็ตาม

คืนวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตั้งแต่เวลา ๒๑.๐๐ น.
ขณะที่สถานีโทรทัศน์ และวิทยุทุกแห่ง กำลังรอสัญญาณ
ถ่ายทอดสดแถลงการณ์ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำรัฐประหาร
ด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ หรือเพลงเฉลิมพระเกียรตินั้น
ประชาชนทางบ้านบางส่วน ต่างเดินทางไปดูเหตุการณ์
ในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรายงานกลับมา
ให้ญาติมิตร และบุคคลอื่นได้รับทราบ
ขณะเดียวกัน พลเมืองเน็ต และบล็อกเกอร์หลายคน รายงานและแสดงภาพเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นบนถนนหนทางในกรุงเทพมหานคร บนเว็บบอร์ดหลายแห่ง และบล็อกของแต่ละคน โดยเฉพาะเว็บไซต์ และบล็อกต่างๆ ที่เปิดขึ้นในคืนนั้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางเฉพาะกิจ เช่น www.19sep.net หรือ 19sep.blogspot.com

โดยเฉพาะการพูดคุยในโปรแกรมสนทนาออนไลน์ (เมสเซนเจอร์) ไม่ว่าจะเป็นของเอ็มเอสเอ็นหรือยาฮู! เริ่มคึกคักขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังที่ผู้ใช้นามปากกา “มารพิณ” เล่าไว้ในบล็อกส่วนตัว (pinn.diaryhub.com) ดังนี้

เพื่อนฝูง ผู้คนที่รู้จัก และเคยเพิ่มชื่อไว้ ทยอยกันปรากฏตัวออนไลน์ขึ้นมา ทีละคนสองคน ภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น คนเกือบสองร้อย ก็โผล่หน้ากันสลอน พร้อมๆ กับเสียงข้อความสนทนา เข้ามากันระงม หลายคนไม่เห็นออนไลน์มาเป็นปีก็ยังมา

“ได้ข่าวอะไรบ้าง” “ป้ากูโทรมาบอกว่า เห็นทหารหลายคันรถ วิ่งเป็นขบวนเข้าเมืองมาแล้ว” “ปฏิวัติจริงปะ” “เขาว่ามียิงกันแถวลานพระรูปฯ แล้ว” “เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นเข้าไม่ได้แล้วเหรอ” “ลองเข้าไซต์นี้ดูสิ” คำถาม ข่าวลือ ข่าวจริง เรื่องลวง ทุกอย่างมีครบหมดทุกรส ในคำสนทนาออนไลน์วินาทีนั้น พร้อมกับข่าวลือที่ฮิตกันมากสุดในคืนนั้นว่า อินเทอร์เน็ตกำลังจะถูกตัดภายใน ๒ ชั่วโมงข้างหน้า จะทำอะไร จะส่งเมล์ให้รีบทำ สร้างความโกลาหลให้กับผู้คนจำนวนมาก ที่มีธุระจะต้องส่งอีเมล์ หรือส่งงานทางเน็ต
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า
คปค.ประกาศฉบับที่ ๑ เมื่อเวลา
๐๙.๐๐ น. วันพุธที่ ๒๐ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๔๙ ทางโทรทัศน์รวม
การเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

ยิ่งไม่มี “สื่อปกติ” ให้ได้อ่านได้ดู สุญญากาศทางข้อมูล ยิ่งระบาดเป็นวงกว้างไกลออกไป หลายคนที่ออนไลน์มาจากเมืองนอก ก็เข้ามาร่วมแจมด้วย กระเซ็นสายข้อมูลของไซต์ข่าวภาษาอังกฤษ ที่เริ่มรายงานข่าวด่วนจากเมืองไทย สู่คนอ่านทั่วโลก คนไทยที่ออนไลน์ รีบตามลิงก์พวกนี้ไป อย่างไม่ขาดสาย มากเสียจนแม้แต่ไซต์ใหญ่ๆ อย่าง ซีเอ็นเอ็น ยังอืดและช้าอย่างรู้สึกได้ชัดเจน อาจเป็นเพราะช่องสัญญาณเน็ต ที่เชื่อมต่อกับเมืองนอก เต็มกำลังส่ง เพราะข้อมูลเรียกเข้าและเรียกออก มันพล่านเกินพิกัดปกติ

ในช่วงหลายชั่วโมงที่ว่านั้น สื่อที่แท้จริง และยังหลงเหลืออยู่ กลายเป็นช่องทาง “ปากต่อปาก” ด้วยการแชทออนไลน์อย่างเอ็มเอสเอ็น ที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้กัน หรือไม่ก็เว็บบอร์ดตามไซต์ต่างๆ รวมทั้งเว็บล็อก-เว็บไดอารี ทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ในขณะที่สื่อเก่าตายสนิท ทั้งเนื่องจากถูกสแตนด์บายให้ออกอากาศเพลงปลุกใจ และสื่ออย่างหนังสือพิมพ์กระดาษก็ไม่ไวพอ ต้องรอจนเช้าถึงจะวางแผง

สื่อแบบเก่ามีข้อจำกัดมากไป ทั้งในแง่ระเบียบกฎหมาย และช่องทางการนำเสนอ ล้าหลังเกินไปในแง่เทคโนโลยี ช้าเกินไปในแง่การวางตลาด และมีพื้นที่น้อยเกินไป สำหรับข่าว และความเห็นที่หลากหลาย ในขณะเดียวกัน สังคมไทยก็เรียกร้องความหลากหลายมากขึ้น จากสื่อสารมวลชนแบบเดิม [๓]

ชาวบ้านอาสาเล่าเรื่องหมอกควันพิษ ๗ จังหวัดเหนือ
ช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เกิดไฟป่าขึ้น บนเทือกเขาในภาคเหนือหลายจังหวัด ส่งผลให้บรรยากาศในตัวเมือง ของจังหวัดต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา เกิดภาวะขมุกขมัวตลอดทั้งวัน เนื่องจากไม่สามารถระบายควันจากไฟป่าออกไปจากหุบเขาได้

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็มีบล็อกเกอร์ ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ รายงานเหตุการณ์ และ/หรือ ส่งภาพมาบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน “โอเคเนชั่น” ตามคำเชิญชวนของ สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ตามที่เขาเขียนเล่าไว้ในบล็อกส่วนตัวที่โอเคเนชั่นว่า

ท่านหนึ่งเขียนเข้ามาบอกว่า “ผมทำงานที่เขื่อนสิริกิติ์ ที่อุตรดิตถ์ ท้องฟ้าสลัว เป็นแบบนี้มาหลายวันมาก เพราะมีการเผาทุ่งเผาป่า มีการรณรงค์มาหลายปีแล้ว แต่ก็เป็นอย่างนี้ทุกปี ปีนี้รู้สึกจะหนักที่สุด ฝ่ายทุกๆ ฝ่ายดูแลแล้วครับ…”

อีกท่านหนึ่งเขียนว่า “ตอนนี้อยู่เจียงฮาย อากาศของเจียงฮายตอนนี้เหมือนฤดูหนาวเลย มีหมอกควันปกคลุมหนาแน่น แต่หายใจไม่ค่อยออก กินข้าวไม่ค่อยอร่อย ไม่ค่อยมีตังค์ กระเป๋าแบนแฟนก็ทิ้ง เวลาขับขี่รถจักรยานยนต์ออกนอกบ้าน ต้องน้ำตาไหล เพราะแสบตาเหลือเกินกับหมอกควัน จนร้านขายยา ขายน้ำยาล้างตาจนรวยเลย โดยเฉพาะอำเภอที่ติดกับชายแดนพม่าและลาว มีควันปกคลุมอย่างหนาแน่นกว่าทุกอำเภอ เนื่องจากได้ข่าวว่าเกิดไฟป่าในประเทศลาวและพม่าอยู่ตลอดเวลา…”

บล็อกเกอร์จากเชียงใหม่ รายงานเข้ามาในบล็อกว่า “บ้านพักข้าราชการ กรมไปรษณีย์โทรเลขเชียงใหม่ เผาขยะเป็นประจำ ทั้งกองใหญ่ กองเล็ก อยู่บ่อยๆ…มาดูได้ที่ สามแยกโลตัส หางดง ตอนนี้ก็เอาเศษใบไม้มากอง เตรียมเผาอีกแล้ว บ้านนี้อยู่ในพื้นที่ของ อบต.คนหนึ่ง ใครเป็นผู้ดูแล ขอให้แจ้งผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยครับ…เป็นข้าราชการ เผาในสถานที่ราชการ ควรจะมีความคิดมากกว่านี้ หรือไม่ก็น่าจะโดนทำโทษทางวินัยด้วย…”

อีกท่านหนึ่งกรุณาส่ง “แผนปฏิบัติการฝนหลวงที่เชียงใหม่ประจำวันที่ ๒๐๐๗-๐๓-๑๒” พร้อมแผนที่ที่มีรายละเอียดครบถ้วน ซึ่งทำหน้าที่ได้รอบด้านมากกว่านักข่าวธรรมดาด้วยซ้ำไป 

บล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อ “ลูกสาวเมืองเลย” เขียนเข้ามาบอกว่า “ดิฉันเป็นลูกสาวชาวสวนโดยตรง เลยรู้เรื่องนี้ดี…ช่วงกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นช่วงที่ชาวไร่ชาวนาจุดไฟเผาไร่กัน เพื่อกำจัดวัชพืชก่อนไถพรวน…ไม่รู้จะแก้อย่างไรดี…ทุกปีเป็นแบบนี้ตลอด อากาศปิดเลย เสื้อผ้าที่ตากไว้ก็จะเต็มไปด้วยมลพิษ  ชาวบ้านเขามองว่า เป็นวิธีที่ประหยัดและง่ายสำหรับเขาแล้ว เพราะกว่าจะกำจัดวัชพืชเหล่านี้ก่อนไถพรวน มันหมดงบประมาณเยอะ และใช้แรงงานหนัก ถ้าใครมีแนวคิดดีๆ ที่พอจะช่วยให้คำแนะนำเขาบ้าง ก็แนะนำมาเลยค่ะ…” [๔]

นศ.ส่งภาพในเหตุยิงเพื่อนที่เวอร์จิเนียเทค
๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ โช ซุงฮุย นักศึกษาชาวเกาหลี ของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค ก่อเหตุยิงเพื่อนนักศึกษา จำนวน ๓๒ คน ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ มีนักศึกษาหลายคน สามารถลักลอบถ่ายภาพเหตุการณ์ไว้ได้ พร้อมทั้งเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และส่งภาพที่ถ่ายไว้ ออกไปสู่บุคคลภายนอก ที่ติดตามเหตุการณ์อยู่ทั่วโลก สุทธิชัย หยุ่น ในฐานะนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศชื่อดัง เขียนไว้ในบล็อกส่วนตัวของเขาว่า

เฉพาะซีเอ็นเอ็นเองบอกว่า มีคนที่ถ่ายรูปเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเอง ที่ส่งมาร่วมรายงานข่าวอย่างคึกคักยิ่ง

ที่น่าสนใจคือ ภาพและวิดีโอ รวมทั้งเสียงรายงานสด จากนักศึกษาที่เห็นเหตุการณ์นั้น ได้ออกอากาศไม่น้อยไปกว่านักข่าวอาชีพเลย
โช ซุงฮุย ใช้ปืนจ่อศีรษะตนเอง ในวิดีโอที่เขาส่งก่อนตาย

วิดีโอชุดหนึ่ง ที่นักศึกษาคนหนึ่ง ส่งมาขึ้นเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ ให้เห็นและได้ยินกันสดๆ และมีคนเข้ามาดูถึง ๑๒๐,๐๐๐ ครั้งในช่วงเพียงวันเดียว

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ซีเอ็นเอ็นเอง ไม่มีนักข่าวของตัวเอง อยู่ในที่เกิดเหตุเลยแม้แต่คนเดียว ตลอดระยะ ๒๔ ชั่วโมงแรก หลังเกิดเหตุการณ์ ดังนั้น จึงต้องอาศัยภาพ, วิดีโอ และเสียง ที่รายงานโดยนักศึกษา หรือ ซิติเซน รีพอร์ตเตอร์ นี่แหละ

อีกปรากฏการณ์หนึ่ง ที่น่าสนใจมากก็คือ นักศึกษาจำนวนไม่น้อย ได้เขียนบล็อก เล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ จากในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นเองตลอดเวลา แม้แต่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเอง ก็อัปเดตข่าวเรื่องนี้ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตอกย้ำว่า เหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที บทบาทของ “ผู้อยู่ในเหตุการณ์ และเห็นเหตุการณ์” จะทำหน้าที่รายงานข่าว, ภาพ และเสียงได้ใกล้ชิด, รวดเร็ว และมีสีสัน มากกว่านักข่าวอาชีพด้วยซ้ำ [๕]

โดยแม้แต่ตัวของโชเอง ก็ยังส่งคลิปวิดีโอ การวางแผนสังหารเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย ที่บันทึกไว้ในแผ่นซีดีให้กับซีเอ็นเอ็นทางไปรษณีย์ เพื่อเผยแพร่ทางโทรทัศน์ หลังจากที่เขาฆ่าตัวตายเมื่อก่อเหตุแล้ว นับเป็นนักข่าวพลเมือง ที่ล่วงลับไปแล้ว และยังเป็นผู้ก่อเหตุเองด้วย

ภาพทหารพม่าฆ่าม็อบพระสะพัดทั่วโลก
วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้น ในประเทศสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งมีนักบวชอย่างพระสงฆ์ และแม่ชี เป็นหลักในการชุมนุม แต่ต่อมากลับปรากฏว่า รัฐบาลทหารพม่า สั่งการให้ทหาร เข้าปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด รวมทั้งพระสงฆ์ และนักบวชต่างๆ ด้วย โดยการเปิดเผยจากภาพข่าว ที่ผู้สื่อข่าวพลเมืองหลายคน เป็นผู้บันทึกไว้ได้

รุ่งอรุณแห่งการสังหาร-สงกรานต์เลือด
ประเทศไทย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ ที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจมากที่สุด แต่เช้าวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒ อาจเปลี่ยนความคิดของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเมืองไทย ณ เวลานั้นไปตลอดกาล

ระหว่างที่ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง ที่มีคนขับแท็กซี่เป็นผู้นำ กำลังพักผ่อนอยู่กลางถนนบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ที่พวกเขากำลังปิดการจราจร เพื่อเรียกร้องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เวลา ๐๔.๓๐ น. กองกำลังทหารจำนวนมาก พร้อมอาวุธปืนครบมือ ปรากฏตัวขึ้นบนท้องถนน เคลื่อนตัวเป็นแนวหน้ากระดานเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุม ทันใดนั้น เกิดเสียงลั่นกระสุนออกจากอาวุธปืน เอ็ม-๑๖ ของทหารเหล่านั้น ดังระงมไปทั่วบริเวณ

ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. มีคนขับแท็กซี่ และผู้ชุมนุมหลายคน สลับกันขึ้นเวทีใหญ่หน้าทำเนียบรัฐบาล ที่ถ่ายทอดสดทางสถานีประชาธิปไตย (ดี-สเตชั่น) พวกเขารายงานไปสู่ผู้ชมทั่วประเทศว่า กองกำลังทหาร ที่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลเหล่านั้น “เล่นสงกรานต์” กับพวกเขา ด้วยการ “สาด” กระสุนปืน ใส่ประชาชนมือเปล่า ผู้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย จนถึงกับเสียชีวิตไปหลายคน

ในจำนวนนั้น มีพระสงฆ์รูปหนึ่งกล่าวว่า พระสงฆ์อีกรูปหนึ่ง ถูกทหารยิงจนมรณภาพ แม้หลายคนจะพยายามยื้อแย่งศพกับทหารแนวหลัง ซึ่งทำหน้าที่ “เก็บงาน” จากท้องถนนขึ้นสู่รถบรรทุก เพื่อนำออกไปจากบริเวณ พร้อมฉีดน้ำล้างเลือดที่นองพื้นออกไป แต่ไม่มีใครแย่งได้สำเร็จ มีเพียงเสื้อหรือกางเกงของผู้วายชนม์เท่านั้น ที่พอจะได้กลับมาบ้าง


ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า มีประชาชนเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม ตามปากคำของ “ผู้เห็นเหตุการณ์” ซึ่งถือเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง ตามหลักวารสารศาสตร์พลเมืองหรือไม่ แต่ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ก็น่าเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกัน เมื่อสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เปิดรับแจ้งข้อมูลบุคคลสูญหาย จากการสลายการชุมนุมดังกล่าว พบว่ามีผู้มาแจ้งถึงกว่า ๖๐ รายด้วยกัน สิ่งที่ควรตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบต่อไปเป็นอย่างยิ่งคือ ผู้สูญหายเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน?

หลังเหตุการณ์ผ่านไป สื่อพลเมืองหลายแห่ง เช่นประชาไท หรือไทยอีนิวส์ แม้แต่สื่อมวลชนกระแสหลัก อย่างหนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ต่างก็ตั้งข้อสงสัยกับเรื่องราวต่างๆ ในเหตุร้ายนั้น ทั้งประเด็นของผู้สูญหาย, การเสียชีวิตอย่างผิดปกติ ทั้งการ์ดเสื้อแดงสองคน ที่ถูกจับมัดแล้วนำไปทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา และพลทหารอภินพ เครือสุข ซึ่งทำหน้าที่รับใช้ ภายในบ้านพักแม่ทัพภาคที่ ๑ พลโทคณิต สาพิทักษ์ เซฟเฮ้าส์ของนายอภิสิทธิ์ ในช่วงสงกรานต์ ที่สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง อ้างว่าเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำ

หรือจะเป็นหลากหลายคลิปวิดีโอจากผู้สื่อข่าวพลเมือง ที่หนึ่งในจำนวนนั้น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.จังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย นำมาฉายให้ที่ประชุมรัฐสภารับชม พร้อมกับประชาชนทางบ้านทั่วประเทศ แสดงให้เห็นความโหดร้ายป่าเถื่อนของกำลังทหาร ที่รุมทำร้ายผู้ชุมนุมมือเปล่า หรือแม้แต่ภาพข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ที่แสดงให้เห็นทั้งการเล็งปากกระบอกปืนไปยังฝูงชน และหลากชนิดของอาวุธปืนในมือทหาร ที่มีข้อมูลว่าใช้ได้เฉพาะกับกระสุนจริงเท่านั้น เหล่านี้เป็นคำถาม ที่รัฐบาลต้องตอบกับประชาชน และคณะกรรมาธิการพิเศษ ซึ่งมีสมาชิกของทั้งสองสภาฯ ร่วมกัน เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์นี้ต่อไป

กล่าวโดยสรุปคือ ทุกเหตุการณ์สำคัญทั่วโลก อย่างภัยธรรมชาติ อาชญากรรม หรือกรณีต่างๆ ที่มีความพยายามปิดบังความจริงจากผู้มีอำนาจ เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ผลักดันให้ผู้สื่อข่าวพลเมืองลงไปอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น แล้วถ่ายทอดความจริงอย่างรวดเร็ว ไปสู่พลเมืองในประเทศ และในโลก ผ่านการเขียนข่าวโดยพลเมือง และภาพข่าวที่ถ่ายขึ้นเอง เพื่อให้โลกรู้เท่าทันเรา

---------------------------------------------------------------------------------------------
[๑] Bact’, “We Media” สื่อเรา เราสื่อเองได้, นักข่าวพเนจร ประชาไท, ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐
[๒] มานะ ตรีรยาภิวัฒน์, “Citizen Journalism วารสารศาสตร์พลเมือง (๒)”,
นิตยสาร Thaicoon ฉบับเมษายน ๒๕๕๑
[๓] มารพิณ, เอ็มเอสเอ็นในคืนรัฐประหาร: ยามที่สื่อกระแสหลักสงบนิ่ง ความคึกคักกลับอยู่ที่โลกออนไลน์, ใน รายงานประจำปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศฯ (กรุงเทพมหานคร: ห.จ.ก.ชอบและทำ, ๒๕๔๙)
[๔] สุทธิชัย หยุ่น, Blog…สื่อมวลชน โดยมวลชน เพื่อมวลชน, เว็บล็อก กาแฟดำ โอเคเนชั่น, ๑๗ เมษายน ๒๕๕๐
[๕] สุทธิชัย หยุ่น, รายงานข่าวเหตุสยองล่าสุด ตอกย้ำการโตขึ้นของ Citizen Reporting, เว็บล็อก กาแฟดำ (เรื่องเดียวกัน), ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๐

ฅนข่าวเท้าติดดิน: บทที่ ๐๕ สื่อพลเมืองรอบโลก


สื่อพลเมืองรอบโลก


จาก: ฅนข่าวเท้าติดดิน
โดย: ภัทรพล สุธาวุฒิไกร


ดังที่อธิบายถึงกำเนิดของสื่อพลเมืองไปแล้ว ในบทที่ผ่านมา แต่ยังมิได้กล่าวถึง ตัวของสื่อพลเมืองแต่ละแห่ง ที่เกิดขึ้นในช่วง รอยต่อของสหัสวรรษที่ ๒ และ ๓ อย่างมากมายและรวดเร็ว ราวกับดอกเห็ด กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ก่อนที่จะได้กล่าวถึงสื่อพลเมือง และนักข่าวพลเมืองของไทยอย่างละเอียด ในบทต่อๆ ไป

โอมายนิวส์: www.ohmynews.com
โอมายนิวส์ นับเป็นผู้นำวารสารศาสตร์พลเมืองแห่งโลก ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) โดย โอ ยอน โฮ (Oh Yeon Ho) อดีตผู้สื่อข่าวประจำนิตยสารข่าวทางเลือกฉบับหนึ่ง ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโอมายนิวส์ ภายใต้คำขวัญว่า “ประชากรทุกคนเป็นผู้สื่อข่าว” (Every Citizen is a Reporter)

จุดเด่นที่สำคัญยิ่งของโอมายนิวส์ก็คือ ข้อมูลข่าวสารในเว็บไซต์นี้เกือบทั้งหมด จัดทำโดยผู้สื่อข่าวพลเมือง โดยเริ่มจากเว็บหลัก ในรูปแบบภาษาเกาหลีก่อน จากนั้นจึงเปิดหน้าเว็บในรูปแบบภาษาอังกฤษ (ยังดำเนินการอยู่) และภาษาญี่ปุ่น (ปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑) ตามมา ซึ่งในแต่ละวัน จะมีข่าวสาร บทความ และข้อเขียนต่างๆ เข้ามาเป็นหลายร้อยชิ้น

ปัจจุบัน โอมายนิวส์ มีกองบรรณาธิการประจำประมาณ ๑๐๐ คน ที่คอยสนับสนุนทางเทคนิค และตรวจสอบขัดเกลาภาษาข่าว ให้กับผู้สื่อข่าวพลเมืองในสังกัด ที่มีกว่า ๖๐,๐๐๐ คน เฉพาะรูปแบบ โอมายนิวส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีจำนวนถึง ๖,๐๐๐ คน ในกว่า ๑๑๐ ประเทศทั่วโลก (ข้อมูล พ.ศ. ๒๕๕๒)

การกำหนดจรรยาบรรณร่วมกัน โดยบรรดาผู้สื่อข่าวพลเมืองด้วยกันเอง อย่างเข้มข้น และชัดเจน นับเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของ โอมายนิวส์ นอกจากนี้ การลงทะเบียนเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง ยังต้องใช้เลขประจำตัวประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน และตรวจสอบได้ ในกรณีที่เกิดปัญหากับข้อเขียนของบุคคลนั้นๆ ด้วย

ทั้งนี้ รายได้ของโอมายนิวส์ส่วนมาก มาจากการเปิดพื้นที่โฆษณาในหน้าเว็บ อีกส่วนหนึ่งมาจากการจำหน่ายเนื้อหาข่าว ให้แก่สำนักข่าวทั่วโลก และยังได้รับบริจาคอีกเป็นส่วนน้อย โดยระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๕ โอมายนิวส์ยังคงขาดทุน เนื่องจากยังไม่เกิดผลตอบรับที่ดีนัก แต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้นมา เริ่มมีกำไรเพิ่มขึ้น จึงสามารถเปิดเว็บเป็นภาษาอื่น หรือการผลิตนิตยสารฉบับพิมพ์ เป็นต้น โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีรายได้ ๗๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ (ค.ศ. ๒๐๐๗) มีการเปิดโรงเรียนผู้สื่อข่าวพลเมืองแห่งแรกของโลก จากความคิดของโอ อีกครั้ง ในชื่อว่า “โรงเรียนวารสารศาสตร์โอมายนิวส์” (The OhMyNews Journalism School) ในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้กับกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ทางทิศใต้

โดยเปิดหลักสูตรการทำข่าวแบบมืออาชีพ เช่นการหาข่าว การสัมภาษณ์ การเขียนข่าว การใช้กล้องถ่ายภาพ และกล้องวิดีโอดิจิตอล เป็นต้น ให้แก่บุคคลผู้สนใจ ทั้งนี้ ทางโรงเรียนยังมีห้องพักรับรอง สำหรับนักเรียนได้ประมาณ ๑๐๐ คนด้วย

อินดี้มีเดีย: www.indymedia.org
อินดิเพนเดนท์ มีเดีย เซ็นเตอร์ (อินดี้มีเดีย) ก่อตั้งเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นสื่อทางเลือกอีกแห่ง ที่เปิดรับข่าวสารจากผู้สื่อข่าวพลเมือง นอกจากผู้สื่อข่าวอาสาสมัคร โดยมีกำเนิดมาจาก กลุ่มนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม จากองค์กรพัฒนาเอกชน (Non-Government Organization – NGOs) ทั่วโลกมารวมตัวกัน เพื่อสื่อสารขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความเป็นสากล ส่งผลให้เกิดการเจรจากับรัฐบาล ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยชาวบ้านในชุมชนเอง, การต่อต้านกลุ่มทุนข้ามชาติ ที่มีผลกระทบในทางลบแก่ชุมชน ตลอดจนส่งเสริมให้คนชายขอบ เรียนรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

วิกิข่าว: www.wikinews.org
วิกิข่าว เป็นเว็บไซต์ข่าวที่มีแนวคิดในการเปิดกว้าง ให้กับบุคคลทั่วไป สามารถเขียนข่าวได้เองอย่างอิสระ โดยใช้ชื่อลงทะเบียนหรือไม่ก็ได้ เช่นเดียวกับวิกิพีเดีย ที่จัดทำโดย มูลนิธิวิกิมีเดีย เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดของวิกิมีเดีย ก่อตั้งโดย จิมมี เวลส์ (Jimmy Wales) ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตชาวอเมริกัน

นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์ข่าวทั่วโลกอีกหลายแห่ง ที่เปิดรับผลงานจากผู้สื่อข่าวพลเมือง เช่น เกอร์ริลล่า นิวส์ เน็ตเวิร์ค (Guerrilla News Network – ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๐), เดอะ เรียล นิวส์ (The Real News – ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๗), อเมริกัน นิวส์ โปรเจ็กท์ (American News Project – ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๐๘) เป็นต้น

ฅนข่าวเท้าติดดิน: บทที่ ๐๖ ประชาไท ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ใจถึง พึ่งได้!!


ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ใจถึง พึ่งได้!!

จาก: ฅนข่าวเท้าติดดิน
โดย: ภัทรพล สุธาวุฒิไกร


หลังจากวันนักข่าว (๕ มีนาคม) ของปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เพียงวันเดียว ก็มีข่าวทางสื่อกระแสหลักหลายแขนงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นสำนักงาน รวมถึงจับกุมผู้อำนวยการเว็บไซต์ข่าวประชาไท นับเป็นครั้งแรกที่ชื่อนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างเกรียวกราวต่อสาธารณชน

แต่บางคนก็คุ้นเคยกับประชาไทมาบ้าง ในบทนี้จะได้อธิบายว่า ประชาไทมีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงคำเฉลยว่า การตรวจค้นจับกุมดังกล่าวข้างต้น มีสาเหตุจากอะไร

กว่าจะเป็นประชาไท
ประชาไท มีสถานะเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ หรือเว็บไซต์ข่าว เกิดขึ้นจากคณะบุคคลจากหลายสาขาคือ นักกิจกรรมทางสังคม, นักวิชาการสาขาสื่อสารมวลชน, และสื่อมวลชน จากดำริของ จอน อึ๊งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

“ผมสนใจว่า จะทำสื่อหนังสือพิมพ์บนอินเตอร์เน็ต มีแนวคิดไว้อยู่แล้ว จนกระทั่งประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เดินทางไปประชุมที่ฟิลิปปินส์ แล้วไปเห็น ‘มินดานิวส์’ สื่ออิสระของเมืองมินดาเนา จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำอย่างจริงจัง” จอนกล่าวถึงความคิดริเริ่มในช่วงเวลานั้น

เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย จอนก็เริ่มติดต่อทาบทามบุคคลต่างๆ เพื่อประชุมหารือกันทันที เพื่อวางแผนงาน หาแนวทางที่ชัดเจน วางตัวบรรณาธิการ และกองบรรณาธิการ รวมถึงหาทุน เพื่อดำเนินงาน

จอนกับกลุ่มที่ประชุมร่วมกัน จดทะเบียนจัดตั้ง “คณะบุคคลร่วมดำเนินโครงการ วารสารข่าวทางอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา และสุขภาวะของชุมชน” เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อจัดทำเว็บไซต์วารสารข่าว และสาระ สำหรับประชาชนทั่วไป มีเนื้อหาและมุมมองที่รอบด้าน สำหรับติดตามข่าวสาร ตลอดจนเพื่อเป็นช่องทางสื่อสาร กับประชาชนทุกระดับ โดยไม่แสวงผลกำไร และเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ ในอีกหนึ่งเดือนถัดมา (๑ มิถุนายน)

ในระยะสามเดือนแรก ระหว่างเดือน มิถุนายน-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นช่วงเวลาที่กองบรรณาธิการ ซึ่งนำโดย สมเกียรติ จันทรสีมา ที่เป็นบรรณาธิการบริหารในยุคเริ่มก่อตั้ง (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย) พร้อมด้วยนักข่าวที่มีประสบการณ์ ๒ คน, นักข่าวมือใหม่ ๓ คน และยังมีนักข่าวอาสาสมัครอีก ๑ คน จะได้เตรียมความพร้อม และฝึกฝนการทำข่าว ที่จะนำเสนอบนเว็บไซต์ แบบรายวันต่อไป

จนกระทั่ง เมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗ กองบรรณาธิการจึงสามารถเริ่มดำเนินการได้จริง เนื่องจากคณะบุคคลฯ ได้จดทะเบียนเว็บไซต์ ๒ ชื่อ คือ www.prachatai.com และ www.prachathai.com และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ คณะบุคคลฯ จึงแปรรูปองค์กร ด้วยการจดทะเบียนก่อตั้ง “มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน” ที่ดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ไม่แสวงผลกำไร ตามทะเบียนเลขที่ กท ๑๔๐๙[๑]

เผยชื่อทีมงานประชาไทออนไลน์
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท แบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนย่อย คือคณะปฏิบัติงาน และกองบรรณาธิการ

ปัจจุบันประชาไท มีคณะปฏิบัติงาน ประกอบด้วย จีรนุช เปรมชัยพร เป็นผู้อำนวยการ, สุภาพรรณ พลังศักดิ์ เป็นผู้จัดการ และผู้ประสานงานชุมชน, วิภาพร วงษ์ประเสริฐ เป็นผู้รับผิดชอบทำธุรการและการเงิน และ ปกป้อง พงศาสนองกุล เป็นผู้ออกแบบเว็บไซต์ และดูแลในเชิงเทคนิค

ส่วนกองบรรณาธิการ ประกอบด้วย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข เป็นบรรณาธิการ, พิณผกา งามสม เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ และมีผู้สื่อข่าว ๔ คนคือ จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์, มุทิตา เชื้อชั่ง, ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง และ พงศ์พันธ์ ชุ่มใจ

เสนอความจริง-ไม่ให้ใครแทรกแซง
คณะผู้ก่อตั้งประชาไท มีแนวคิดในการนำเสนอ ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม คือเปิดโอกาสให้ประชาชน หรือชุมชนต่างๆ มีโอกาสได้รับรู้ และเท่าทันสถานการณ์ทางสังคมในเรื่องต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสุขภาวะ วิถีชีวิต รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาสถาบันครอบครัวและชุมชน รวมถึงการขยายขอบเขต การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาประเทศ ตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หนังสือพิมพ์ประชาไท วางนโยบายกับตนเองไว้ว่า จะพยายามนำเสนอข่าวสารข้อมูล ตามความจริงที่พบเห็น หรือค้นพบ โดยจะไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าแทรกแซงได้ และจะให้น้ำหนักกับข้อมูลข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป รวมทั้งกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม และส่วนที่มีประโยชน์กับการสร้างสังคมประชาธิปไตย มีความเป็นธรรม รวมถึงส่วนที่ช่วยให้สิทธิ และผลประโยชน์ของประชาชน ได้รับความเคารพอย่างทั่วถึง

นอกจากนั้น ยังยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อมวลชน และพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับข่าวใดๆ และจะตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล ก่อนจะนำเสนอเป็นข่าว รวมถึงยินดีให้ผู้อ่านตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ไม่แสวงผลประโยชน์ส่วนตัวให้ผู้เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้  ประชาไทยังส่งเสริมให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมกับเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากสำคัญว่า ผู้อ่านเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงสามารถส่งข่าว ข้อมูล ข้อเขียน บทความ ตลอดจนแสดงความเห็น แลกเปลี่ยนทรรศนะ ในเรื่องต่างๆ เข้ามาที่ประชาไทได้อย่างเสรี และสร้างสรรค์ ภายใต้กฎหมาย และเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

ประชาไท มีการประสานงานลักษณะเครือข่ายอย่างใกล้ชิด กับสื่อทางเลือก, สื่อประชาชนอื่น, องค์กรชุมชน และภาคประชาสังคม ทั่วประเทศด้วย[๑]

บุกถิ่นประชาไท-๓ วันก่อนรวบ ผอ.
เมื่อวันอังคารที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ผู้เขียนเดินทางไปยัง สำนักงานหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท ย่านถนนรัชดาภิเษก เพื่อไปสัมภาษณ์ บ.ก.ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ตามที่นัดหมายไว้

ที่น่าประหลาดใจก็คือ ให้หลังจากวันนั้นเพียงสามวัน ตำรวจกองปราบ ก็บุกไปยังที่แห่งเดียวกัน เพื่อเข้าจับกุม ผอ.จีรนุช เปรมชัยพร จนกระทั่งผู้เขียนยังกังวลว่า กอง บ.ก.อาจเข้าใจผิดว่า ผู้เขียนเป็นสายตำรวจ มาล้วงความลับจากพวกเขา ก่อนเข้าไปจับกุมก็ได้ แม้ชูวัสยืนยันภายหลังว่า ไม่ได้คิดเช่นนั้นก็ตาม

สถานที่ทำงานของกอง บ.ก.ประชาไท ตั้งอยู่ที่อาคาร มอส. ซึ่งย่อมาจาก มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ย่านรัชดาภิเษก เป็นที่รวมสำนักงานองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หลายแห่ง ผู้เขียนจึงรู้สึกว่า ดูเหมือนบ้านหลังใหญ่ ที่มีหลายครอบครัวอาศัยอยู่ร่วมกันเสียมากกว่า

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
บรรณาธิการ ประชา
ไท
สำนักงานประชาไท อยู่ที่ชั้น ๑ เมื่อเข้าประตูมา ก็เป็นห้องทางซ้ายมือนั้นเอง มีกองบรรณาธิการและผู้ปฏิบัติงานประมาณ ๔-๕ คน กำลังทำงานกันอยู่บนโต๊ะเล็กๆ หลายตัว และโต๊ะประชุมยาว ที่ตั้งขนานกับหน้าต่างด้านหน้าอาคาร ส่วนปลายโต๊ะประชุมด้านตรงข้ามประตู เป็นโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ซึ่งผู้ที่ผมมาขอพบกำลังนั่งทำงานอยู่ ด้านข้างมีโต๊ะแบบเดียวกันอีกชุด คงเป็นของจีรนุชนั่นเอง

ชูวัสเริ่มอธิบายถึงการแบ่งส่วนงานที่เขาทำอยู่ “เพื่อให้เห็นภาพชัดก่อนคือ ประชาไทแบ่งเป็นสามส่วนหลัก ส่วนแรกคือ ส่วนที่เป็นข่าวของกองบรรณาธิการทำ ส่วนที่สองคือประชาไทเว็บบอร์ด อีกส่วนหนึ่งก็คือส่วนภาษาอังกฤษ ทั้งสามส่วนนี้ แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ไม่เกี่ยวกัน”

“ในส่วนของข่าว เราเลือกข่าวจากอะไร บางทีเราก็มอนิเตอร์มาจากเพื่อนบ้าน สำนักข่าวหลักบ้าง แต่การเลือกของเรามีนัยสำคัญด้วย สิ่งที่เราเลือก ก็มาจากปรัชญาการก่อตั้งของเราก็คือ มีนัยสำคัญต่อผู้คน เราก็เลือกข่าวนั้นขึ้นมา”

แม้อาจมองได้ว่า เป็นการคัดลอกข่าว แต่เขาก็ให้เหตุผลอย่างน่าสนใจว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อบ่งบอกกับผู้อ่านว่า ข่าวชิ้นนั้นมีนัยสำคัญอย่างไร ซึ่งเขาบอกว่า เป็นรูปแบบนำเสนอข่าวของสื่อยุคใหม่ “เหมือนส่งอีเมลตามเมลลิ่งลิสต์ (รายชื่ออีเมลที่บันทึกไว้) ประชาไทก็ใช้หลักการนั้นมาตีพิมพ์ซ้ำ เพื่อจะเติมนัยของมันไปว่า เราต้องการเน้นนัยนี้”

เขาเล่าต่อไป ถึงการเปลี่ยนแปลงส่วนบทความทรรศนะ ที่รวมไว้ในส่วนย่อย บล็อกกาซีน (Blogazine) ซึ่งกลายเป็นหน่วยหนึ่งในหน้าข่าว “เดิมมันตั้งหลักขึ้นมาจากว่า ตั้งใจจะให้เป็นคอลัมน์ ที่เป็นตัวแทนชุมชนในแต่ละเรื่องๆ เช่น ชุมชนเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงาน ด้านศิลปะ เป็นต้น ซึ่งก็จะเป็นแต่ละคอลัมน์ไป เหมือนกับหนังสือพิมพ์ทั่วไป เพียงแต่เราอยู่บนฐานของชุมชน คอลัมน์เราไม่ได้เลือกมาจาก เขาเด่นดังในด้านไหนๆ เขาทำงานเครือข่ายของเขาด้วย แล้วก็มาเขียนคอลัมน์ให้เรา คือประชาไทเริ่มจากตรงนั้นก่อน ทำให้มีผู้อ่านจำนวนหนึ่ง ติดตามมาดูข่าวหลัก”

เมื่อถามถึงเว็บบอร์ด ซึ่งมักจะเป็นปัญหารบกวนจิตใจของกอง บ.ก.อยู่หลายครั้ง แม้ในอีกสามวันหลังจากนั้นด้วย “เว็บบอร์ดเนี่ย ความตั้งใจแรกเดิมเลย ตั้งใจให้มันเป็นพื้นที่โล่งๆ ที่ทุกคนจะมาพูดมาอะไรได้หมด แล้วก็ด่ากันเอง ควบคุมกันเองเป็นชุมชน คือเราเป็นแค่ลานหน้าบ้านน่ะ ถ้าไม่มีที่พูด ก็มาพูดตรงนี้ เราไม่ยุ่งด้วย แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำอย่างนั้นได้อย่างเต็มที่ มันจึงมีกระบวนการเซ็นเซอร์บ้าง คัดกรองบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ผิดกฎหมาย อย่างหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูง หรือหมิ่นประมาทบุคคล อะไรก็ว่าไป”

ชูวัสขยายความถึงกลไกในการดูแลว่า กอง บ.ก. จะคัดเลือกจากสมาชิกเว็บบอร์ด ที่อาสาสมัครเข้ามา โดยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนทัศนคติกับคนเหล่านั้น เพื่อตรวจสอบว่า มีคุณสมบัติในการเฝ้าดูแลชุมชนแห่งนี้ได้หรือไม่ เพื่อให้ทำหน้าที่ควบคุมกันเอง ในลักษณะคณะกรรมการชุมชนเว็บบอร์ด ทั้งนี้ เขายังจำกัดอำนาจในการคัดกรอง ไว้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

“เราก็ตั้งเกณฑ์ไว้ว่า ต้องไม่ละเมิด ไม่ปิดกั้นความคิดเห็นที่ไม่ควรปิดกั้น ฉะนั้น แม้เขาจะมีอำนาจเซ็นเซอร์ แต่เราจะเข้าไปตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่า สิ่งที่เขาเซ็นเซอร์นั้นสมควรหรือไม่ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยเสรี ด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ ถ้าใช่ เราก็จะเปิดกลับมา แต่ถ้าเป็นเรื่องที่สมควรเซ็นเซอร์แล้ว เราก็จะปล่อยตามนั้น”

ทุกวันนี้ มีอาสาสมัครของชุมชนแห่งนี้อยู่ประมาณ ๔๐-๕๐ คน จากจำนวนผู้เข้าใช้เว็บบอร์ด ถึงประมาณ ๒-๓ หมื่นคน

“ส่วนใหญ่ การถกเถียงก็เป็นเรื่องการเมืองทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาอะไร มีไม่กี่รายที่บางทีอาจจะมีอารมณ์มา แล้วก็โพสต์หมิ่นประมาทบ้าง ซึ่งก็มีกระบวนการคัดกรองอยู่แล้ว”

จากนั้น ผู้เขียนถามถึงส่วนที่เรียกว่า ‘นักข่าวพเนจร’ ที่ประชาไททำไว้ ชูวัสเล่าถึงเรื่องนี้ว่า

“เราพยายามทำให้เขา (นักข่าวพเนจร) เขียนข่าว ขึ้นข่าว และแก้ไขเอง เราพยายามเปิดช่องทางตรงนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จนะ เราเลยเปลี่ยนแผนใหม่ คือมาฝึกปฏิบัติมากขึ้น เป็น ๒.๐ ไม่ได้ ก็ลดเหลือ ๑.๕ ก็แล้วกัน คือ ๑.๐ ก็เป็นเว็บข่าวทั่วไป ที่กองบรรณาธิการดูเองทั้งหมด ๒.๐ ก็คือ คนอ่านดูเองทั้งหมด ประชาไทลองทำแล้วทั้งสองอย่าง ก็คิดว่าไม่ได้ เราก็มาเหลือ ๑.๕ ประมาณนั้น”

เขาอธิบายความสัมพันธ์ และความสัมพัทธ์ ระหว่างความเป็นอิสระ กับเงินทุนที่ต้องต่ำลง และนักข่าวพเนจร ก็เป็นคำตอบที่ลงตัว เพราะไม่ต้องมีค่าจ้าง “ประชาไทเป็นอิสระได้ ต้นทุนต้องต่ำ เพราะถ้าต้นทุนสูง จ้างนักข่าวเยอะ เราก็ต้องหารายได้มาเยอะ ขอเงินเยอะ หรือค้าขาย ทำธุรกิจ เพื่อให้มีเงินมาหล่อเลี้ยงกองบรรณาธิการ คือจ้างคนน่ะ เวลาขอทุนใคร หรือขอสปอนเซอร์ใคร เราก็ด่าสปอนเซอร์นั้นไม่ได้ มันก็จะมีผลต่ออิสระ ต่อเสรีภาพของเรา”

“ฉะนั้น ทุนจึงต้องต่ำ คือนักข่าวพลเมืองเนี่ย ไม่มีต้นทุน เพราะเป็นเจ้าของร่วม คือเป็นอาสาสมัคร เขียนข่าวส่งมาเอง ไม่ต้องใช้ต้นทุนในการบริหารองค์กรหรือธุรกิจ นักข่าวพลเมือง จึงสัมพัทธ์กับเสรีภาพขององค์กร ถ้าเราเป็นเว็บไซต์ ที่เป็นนักข่าวพลเมืองเต็มร้อยเนี่ย อาจไม่ต้องจ้างคนเลย ไม่ต้องมีค่าออฟฟิศ อาจไม่ต้องมีอะไรเลย คือมันมีข่าวขึ้นมา จากอาสาสมัครทั่วสารทิศ ก็จะทำให้เรามีเสรีภาพเต็มที่ ใครจะเขียนวิจารณ์ใครก็ได้”

“ดังนั้น เสรีภาพของการนำเสนอข่าว และการแสดงความคิดเห็น ยิ่งต้นทุนน้อย เสรีภาพก็จะเพิ่มขึ้น” ทั้งหมดนั้น คือข้อมูลจากปากของบุคคล ที่กำกับดูแลประชาไท เกี่ยวกับตัวหน่วยงานเอง ก่อนที่อีก ๓ วัน จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

ตร.บุกค้น‘ประชาไท’-จับ ผอ.จีรนุช
เมื่อเวลา ๑๕.๐๐ น. วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พ.ต.อ.สาธิต ต.ชยภพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม นำหมายค้นของศาลอาญา เลขที่ ๑๘๓/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เข้าตรวจค้นภายในสำนักงาน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์ เลขที่ ๔๐๙ ชั้น ๑ อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ ๕ แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ ให้เหตุผลในการตรวจค้นครั้งนี้ว่า ได้รับการร้องเรียน จากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ว่าเว็บไซต์ดังกล่าว มีการเผยแพร่ข้อความ ในลักษณะดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าจับกุมเว็บไซต์ข่าวออนไลน์

จีรนุช เปรมชัยพร
ผู้อำนวยการ ประชาไท
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของ นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไท ไว้เพื่อตรวจสอบ พร้อมเชิญตัวนางสาวจีรนุช เข้าให้ปากคำที่กองปราบปราม ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวเป็นของผู้เข้ามาอ่านข่าวสาร และนำลงไว้ในเว็บบอร์ดสาธารณะของเว็บไซต์ ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเว็บไซต์ตรวจพบ จึงลบข้อความที่มีเนื้อหาเชิงหมิ่นสถาบันเบื้องสูงทั้งหมดแล้ว จากนั้น ช่วงเย็นวันเดียวกัน นางสาวจีรนุชได้รับการประกันตัว โดยนางฉันทนา หวันแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ตำแหน่งเป็นประกัน

ทั้งนี้ ในมาตรา ๑๕ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ระบุว่า ผู้ให้บริการผู้ใด จงใจสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิด ตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมา

และมาตรา ๑๔ บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่นหรือประชาชน

(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ   โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย ต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา

(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)[๒]

เปิดใจจีรนุชหลังถูกจับ
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว นางสาวจีรนุชให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีใจความดังต่อไปนี้

เมื่อเวลาประมาณบ่ายโมงเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ๔ นาย เดินทางมายังสำนักงานประชาไท พร้อมกับหมายค้นและหมายจับ พร้อมชี้แจงถึงการขอเข้าตรวจค้น ตนจึงโทรศัพท์ปรึกษาเพื่อนที่เป็นทนายความว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร ควรลงชื่อรับทราบหมายค้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาหรือไม่ แต่อาจเป็นเพราะตนไม่ทันอ่านรายละเอียดให้ชัดเจน จึงไม่ทราบว่าในหมายค้นนั้น มีการออกหมายจับด้วย ซึ่งขณะที่ตนกำลังลงชื่อรับทราบหมายค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็แจ้งว่า ต้องไปที่กองปราบฯ ตนจึงทราบว่ามีหมายจับด้วย

นางสาวจีรนุชกล่าวอีกว่า ฐานความผิดซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อหากับตนคือ “ผู้ให้บริการ จงใจสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมฯ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ในความควบคุมของตน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๑), (๓), (๕) และมาตรา ๑๕”

โดยระหว่างที่ทราบชัดเจน ว่ามีหมายจับนั้น ตนแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอติดต่อทนายก่อน และจะไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าทนายจะมา ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มเข้ามามากขึ้น ประมาณ ๑๐ คน ทั้งหมดมาถ่ายรูป และเดินอยู่ภายในออฟฟิศ โดยไม่ได้ตรวจค้นแต่อย่างใด ซึ่งการตรวจค้นครั้งนี้ ทำให้เพื่อนๆ หลายองค์กร ที่ทำงานในตึก มอส. ทยอยลงมาร่วมสังเกตการณ์ พร้อมทั้งแจ้งข่าวให้เพื่อนทราบ และเมื่อทนายความของเรามาถึง ตำรวจจึงเชิญตัวไปที่กองปราบฯ

“ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจขอคัดลอกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยทำสำเนาฮาร์ดดิสก์ไว้อีกชุด ซึ่งตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะคัดลอกข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของเรา ต้องมีคำสั่งศาล เราก็สอบถามว่า มีเอกสารส่วนนี้หรือไม่ ซึ่งในขณะนั้นเขาไม่มี แต่หลังจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอเอกสารย้อนหลังไปในวันเดียวกัน ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบ จากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไอซีที ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ”

“โดยกรณีของเรา ได้รับการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ผู้จับกุม ก็ให้เกียรติเรา จึงอยากให้การเข้าจับกุมในแต่ละครั้ง มีขั้นตอนที่ถูกต้องแบบนี้” ผู้อำนวยการเว็บไซต์ข่าวประชาไทกล่าว

นางสาวจีรนุชเปิดเผยต่อไปว่า ยุคนี้ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล กลายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ กรณีของเราเหมือนถูกรุกล้ำ โดยไม่รู้ว่าข้อมูลซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทำสำเนาไปนั้น จะนำไปใช้รูปแบบใด เขามีสิทธิตรวจสอบข้อมูล แต่ไม่มีสิทธินำข้อมูลของเราไปใช้ ดังนั้น เราจึงให้เจ้าหน้าที่ทำสำเนาข้อมูลไป ๒ ชุด และให้เก็บไว้ที่กองพิสูจน์หลักฐาน ในลักษณะปิดผนึก เพื่อสามารถนำข้อมูลมาเทียบกันว่า ไม่ได้นำข้อมูลของเรามาใช้เพิ่มเติม เพราะข้อมูลบางส่วนในคอมพิวเตอร์ของตน ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี

“ในฐานะที่พวกเราเป็นสื่อทางเลือก หวังว่าในอนาคตควรมีความชัดเจน ในการเข้าจับกุม น่าจะแจ้งเตือน และออกหมายเรียก ก่อนจะออกหมายจับ เพราะวันนั้น ข้อกังวลใจของหลายๆ คนคือ การทำเรื่องประกันตัวไม่ทัน กรณีของตนยังโชคดีที่ อาจารย์ฉันทนา หวันแก้ว ท่านมาประกันตัวให้ แต่หากเกิดกับบุคคลอื่นทั่วไป ดิฉันก็ไม่ทราบว่า เขาจะได้รับการปฏิบัติเช่นไร”

“ขอยืนยันว่า กระทู้ปัญหานั้นเราปิดไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับกุม คนโพสต์ข้อความนั้นไปแล้วด้วย แต่ทำไมถึงต้องมาด่วนจับกุมเรา พวกเราจึงเกิดคำถามว่า ทำไมจึงเป็นประชาไท? อย่างไรก็ตาม สำหรับความคืบหน้าของคดี คงต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งมาอีกครั้ง เพราะตอนนี้เราอยู่ในสถานะถูกปล่อยตัวชั่วคราว” ผู้อำนวยการเว็บไซต์ข่าวประชาไท กล่าวในที่สุด[๒]

ตร.ฟันเพิ่มอีก ๙ กระทง
ความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีนี้ มีขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ ๗ เมษายน ปีเดียวกัน เมื่อพนักงานสอบสวน พบมูลความผิดตามที่ปรากฏอีก ๙ กระทู้ ในเว็บบอร์ดแห่งเดียวกัน ที่มีการเผยแพร่ในช่วงเดือนเมษายน-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มอีก ๙ กระทง ส่วนกระทู้ต้นเหตุ ปรากฏขึ้นในเว็บบอร์ด เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑[๓]

ให้ประกันตัวชั้นอัยการ
จากนั้น พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เพื่อทำสำนวนคดีดังกล่าว โดยมี พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พนักงานสอบสวน กองบังคับการ กองปราบปราม เป็นผู้แทนเข้ายื่นกับอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา ๘ โดยรับเรื่องไว้ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ปีเดียวกัน พร้อมให้นางสาวจีรนุชประกันตัวในชั้นอัยการแล้ว โดยพนักงานอัยการนัดสั่งคดีในวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒[๓]

---------------------------------------------------------------------------------------------
[๑] กองบรรณาธิการประชาไท,  เกี่ยวกับประชาไท, เว็บไซต์ข่าวประชาไท
[๒] จดหมายข่าว ศูนย์เฝ้าระวังการคุกคามสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, (๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒), เว็บไซต์สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
[๓] กองบรรณาธิการประชาไท, ตำรวจส่งสำนวนคดี พ.ร.บ.คอมฯ ‘ผอ.ประชาไท’ อัยการนัดสั่งคดี ๒๖ มิ.ย., เว็บไซต์ข่าวประชาไท

ฅนข่าวเท้าติดดิน: บทที่ ๐๗ ประชาธรรม สื่อภาคเอ็นจีโอขนานแท้ดั้งเดิม

สื่อภาคเอ็นจีโอขนานแท้ดั้งเดิม

จาก: ฅนข่าวเท้าติดดิน
โดย: ภัทรพล สุธาวุฒิไกร


ในบทที่แล้ว ได้อธิบายถึงความเป็นมาของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทว่า มีที่มาจากกลุ่มองค์กรพัฒนาพัฒนาเอกชนต่างๆ ปรึกษาหารือร่วมกัน ในอันที่จะแสวงหาช่องทางเผยแพร่ข่าวสาร ซึ่งเป็นปัญหาของชุมชนต่างๆ ที่สื่อกระแสหลักมักมองข้าม

และมีแนวคิดหนึ่ง ที่ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือการเปิดสื่อขึ้นด้วยตนเอง เพื่อนำเสนอเรื่องราวของชาวบ้านมากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากประชาไทแล้ว ยังมีสำนักข่าวชื่อคล้ายกัน ที่นับว่าเป็น ‘ต้นตำรับ’ ของรูปแบบดังกล่าวด้วย ในบทนี้จะแนะนำให้รู้จักกับ สำนักข่าวประชาธรรม

ก่อนจะเป็นประชาธรรม
เมื่อราวปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๒ นักคิด นักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมในภาคเหนือกลุ่มหนึ่ง มีความคิดเห็นว่า การนำเสนอข่าวสารภาคประชาชน ซึ่งหมายถึง ปัญหาของคนยากจน ชาวบ้านแถบชายแดน และชุมชนท้องถิ่น ไปสู่สังคมนั้น ยังเกิดขึ้นไม่มากพอ เนื่องจากทั้งสื่อมวลชน และประชาชนเอง ต่างก็มีข้อจำกัดของตน รวมไปถึงระบบทุนนิยม  ยังเป็นอิทธิพลให้รัฐ ตลอดจนสังคมเมือง สามารถจัดเส้นทางการสื่อสารทางเดียว ไปสู่ประชาชน และสังคมชนบท

ขณะที่ตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ (นิกส์) ได้ทำลายปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการผลิตต่างๆ อย่างทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ ชาวบ้านระดับรากหญ้า จึงเริ่มตระหนัก ต่อการเรียกร้องสิทธิ ในการจัดการทรัพยากรเหล่านั้น ส่งผลให้ประชาชนทุกระดับ สนใจกับการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล ตลอดจนการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การศึกษา สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ ด้วยการพึ่งพาตนเอง แต่กว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นข่าว ก็อาจมีเพียงรายงานเหตุการณ์เท่านั้น หรืออาจต้องเกิดข้อขัดแย้งขึ้นเสียก่อน

กลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงเกิดแนวความคิด ในอันที่จะริเริ่มการนำปัญหาต่างๆ เหล่านั้น มาแปรรูปเป็นข่าวไว้ เพื่อเผยแพร่สู่สื่อกระแสหลัก รวมถึงผู้สนใจ ด้วยมุมมองที่แตกต่างจากคนภายนอก ด้วยการวิเคราะห์เจาะลึก ลงในข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างครบถ้วน ตลอดจนภูมิหลังของเหตุการณ์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ต่อสาธารณชน โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดแรงผลักดันนโยบายสาธารณะ จากความปรารถนาของชาวบ้านที่แท้จริง[๑]

แนวทางสร้างตัวตนคนชายขอบ
ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประธานกรรมการบริหารคนแรก ของสำนักข่าวประชาธรรม เคยกล่าวถึงต้นธารของแนวทางการก่อตั้ง สำนักข่าวประชาธรรม ไว้อย่างชัดเจนว่า

“การยึดพื้นที่สื่อ และการสร้างสื่อของตนเองขึ้นมา ของภาคประชาชน โดยเฉพาะคนจน จะทำให้มีผลกระทบ ในการสร้างพลังเครือข่ายพันธมิตร ที่ผ่านมา สื่อโดยทั่วไป มักจะนำเสนอภาพของคนจน จากโลกที่เขาคลุกคลีอยู่ เช่นการให้ความช่วยเหลือ แบบสังคมสงเคราะห์ ภาพลักษณ์ของคนจน จึงผิดเพี้ยนไป ความจริง คนจนสร้างทางเลือกที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การหาทางออกต่อการแก้ปัญหา การจัดการทรัพยากร การจัดการชีวิตตัวเอง การแก้ปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่ฝ่ายที่รอรับ หรือเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐอยู่ร่ำไป สำนักข่าวที่เป็นของภาคประชาชน จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในยุคนี้ได้ เป็นความหวังที่จะสร้างพลังข่าวสาร และเปลี่ยนทิศทางของข่าวสาร บนหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวสารของคนชั้นล่าง จะได้ไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ และกำหนดนโยบาย และทิศทางการพัฒนาในที่สุด”[๑]

ทำข่าวที่ไม่เป็นข่าวให้เป็นข่าว
สัญลักษณ์ของประชาธรรมยุคแรก
ก่อนหน้าที่จะเปิดสำนักข่าวประชาธรรม ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชน ต่างก็ส่งเรื่องราวปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แก่สื่อกระแสหลักอยู่เนืองๆ หรือแม้แต่การเจาะจงลงไปปฏิบัติงานด้านสื่อ หรือจัดการทำสื่อเองก็มี อย่างการทำหนังสือเล่ม นิตยสาร จุลสาร เอกสารเผยแพร่ แต่กลับไม่เห็นผลอย่างที่น่าพอใจ เนื่องจากแต่ละองค์กร ต่างก็เผยแพร่กันเอง รวมไปถึงการที่สื่อมวลชนเห็นว่าเป็นข่าวแจก มีลักษณะไม่เป็นกลาง คล้ายเป็นกระบอกเสียงขององค์กรเองมากกว่า จึงมิได้ให้ความสนใจมากนัก

อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน หรือแม้แต่ความคิดของสังคมโดยรวม ก็ยังมีมุมมองต่อองค์กรต่างๆ เหล่านั้นในเชิงลบ โดยเห็นว่ามักจะขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่กดดันรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของกลุ่มตน ในขณะที่เป็นการสร้างปัญหากับสังคมโดยรวม แต่แท้ที่จริงแล้ว การเคลื่อนไหวต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นผลกระทบที่เกิดจากความผิดพลาดในการพัฒนาต่างๆ รวมถึงเสนอการพัฒนาในรูปแบบใหม่ ที่จะก่อให้เกิดผลดีมากกว่าเดิม

ทว่าสิ่งเหล่านี้ กลับแทบไม่ปรากฏในสื่อมวลชนกระแสหลักเลย ทำให้ผู้บริหารประเทศ ตลอดถึงคนทั่วไป ไม่เคยได้ยิน ‘เสียง’ ขององค์กรประชาชนเหล่านี้เลย เมื่อจะสร้างตัวตนในกระแสข่าว ก็ต้องก่อม็อบ เพื่อให้ผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาได้รับฟัง แต่กลับกลายเป็นผู้สร้างปัญหา ในสายตาของสังคม เนื่องจากสื่อมวลชนต่างก็นำเสนอ เพียงความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาลด้านเดียว แทบจะไม่ได้สืบสวนเข้าไปถึงต้นตอและสาเหตุ ของความขัดแย้งเหล่านั้นเลย ส่งผลให้ปัญหาต่างๆ ที่องค์กรเหล่านี้เสนอแนะ เข้าไม่ถึงการแก้ไขนโยบายสาธารณะ รวมทั้งความเข้าใจของประชาชนทั่วไปด้วย[๑]

เดินสายขายไอเดียฮับข่าวภาค ปชช.
จุดเริ่มต้นของสำนักข่าวประชาธรรม มาจากการสรุปบทเรียนต่างๆ ของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ โดยเฉพาะปัญหาข้างต้น จนกระทั่งได้ข้อสรุป ในการจัดตั้งสำนักข่าวขึ้น เพื่อปฏิบัติงานอย่างจริงจัง และวางระบบยุทธศาสตร์ ในการสื่อสารกับสื่อมวลชน โดยมีวัตถุประสงค์ในอันที่จะ ‘ขยาย’ เสียงของคนเล็กๆ ให้ปรากฏขึ้นต่อสาธารณชน รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วม วางนโยบายของสาธารณะ มีสิทธิมีเสียงเทียบเท่าผู้มีอำนาจบริหารประเทศ

โดยในช่วงก่อนจะเปิดประชาธรรม คณะทำงานได้สัญจรเดินสาย เสนอแนวคิดในการจัดตั้ง ไปยังองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ ด้วยการจัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่โครงการ เพื่อหาแนวร่วมในการส่งข่าวสารต่างๆ มายังประชาธรรมเป็นสำคัญ ส่วนเงินทุนเป็นเรื่องรอง พร้อมกับเสนอแนวคิดเหล่านี้ ไปยังสื่อมวลชนส่วนกลาง และเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาชีพสื่อ นักเขียน นักวิชาการ ตลอดจนบุคคลธรรมดาด้วย[๑]

เอ็นจีโอลงขันตั้งสำนักข่าว
หลังจากวางแนวความคิดในการจัดตั้งประชาธรรมแล้ว จึงเกิดการระดมทุนจากผู้ถือหุ้น และสมาชิกที่เป็นสื่อมวลชน องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรทั่วไป ตลอดจนนักวิชาการต่างๆ ได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท

นอกจากนั้น ยังมีทรัพยากรบุคคล วิทยาการจากองค์กรเครือข่ายต่างๆ โดยในระยะแรกนั้น องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ได้ให้ความช่วยเหลือ แก่สำนักข่าวประชาธรรม ในการส่ง ประเด็นปัญหาที่สำคัญ ตลอดจนข้อมูลดิบ ข้อมูลเชิงลึก และแหล่งข่าว  เป็นอย่างดียิ่ง

นับเป็นภารกิจร่วมกัน ในอันที่จะสนับสนุน สำนักข่าวประชาธรรม ในทุกวิถีทาง เพื่อให้ยังคงเป็นองค์กรสื่อ ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ ในการผลิต และเผยแพร่ข่าวภาคประชาชน นำไปถึงเป้าหมายสูงสุด ในการกำหนดนโยบายของสังคมต่อไป[๑]

โครงสร้างประชาธรรม
คณะทำงานที่ก่อตั้งสำนักข่าว ประกอบไปด้วย นักพัฒนาเอกชน นักกิจกรรมสังคม และนักวิชาการ โดยจัดรูปแบบองค์กร เป็นบริษัทจำกัด ที่ไม่แสวงผลกำไร เนื่องจากการเป็นองค์กรทางธุรกิจ จะสามารถตอบสนองต่อการเติบโตได้ในระยะยาว แต่ถ้ามีกำไร ต้องนำไปพัฒนาองค์กรเป็นสำคัญ

จากนั้นวางแผนจัดตั้ง กลไกปฏิบัติงานทั่วประเทศ เพื่อให้มีขอบเขตดำเนินงานในระดับชาติ โดยรับสมัครผู้สื่อข่าว จากองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ แล้วจึงจัดให้มีการอบรม พัฒนาทรัพยากรบุคคล ทั้งทักษะการเขียน และสื่อข่าว วิธีจับประเด็นในภาคประชาชน ในจำนวนดังกล่าวนี้ ส่วนหนึ่งจะเป็นกองบรรณาธิการ ในระดับภูมิภาค

โดยกองบรรณาธิการส่วนกลาง ประกอบด้วย บรรณาธิการสำนักข่าว ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ อาสาสมัคร นักกิจกรรมสังคม และนักพัฒนาเอกชน ในจังหวัดเชียงใหม่ จะวิเคราะห์ข่าว และสถานการณ์ ร่วมกันทุกเดือน เพื่อชี้แนะกองบรรณาธิการภาค ให้จับประเด็นข่าวภาคประชาชนอย่างตรงจุด

ส่วนระดับคณะปฏิบัติงาน หรือกองบรรณาธิการ ศูนย์ประสานงานกลาง ในภาคเหนือ จะประชุมข่าว เพื่อกำหนดประเด็น และวิเคราะห์ข่าว ที่น่าสนใจติดตาม ในทุกสัปดาห์ และกองบรรณาธิการ ในส่วนภูมิภาค มีองค์ประกอบคือ อาสาสมัครปฏิบัติงานองค์กรเอกชน และผู้สื่อข่าวจร

ในสองปีแรก สามารถจัดตั้งศูนย์ข่าวได้สามแห่ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ แต่เมื่อขึ้นปีที่สาม ประชาธรรมต้องยุบ ศูนย์ข่าวภาคอีสาน และภาคใต้ลง เพราะไม่มีบุคคลประจำการ เพื่อเป็นผู้ประสานงานหลัก จึงยังคงไว้เพียงผู้สื่อข่าวอิสระ โดยเปิดรับสมัครเพิ่มขึ้นทุกปี[๑]

ได้ฤกษ์เผยโฉมโชว์พลัง
เมื่อทุกฝ่ายพร้อมเต็มที่ คณะปฏิบัติงานจึงจัดแถลงข่าวเปิดตัว เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยมีความตั้งใจจะระดมทุน และขอความร่วมมือจากประชาชนทั่วไป จากนั้นประชาธรรมก็เริ่มสร้างผลงาน และเปิดรับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง โดยก่อนจะเปิดตัวเป็นทางการ ในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เริ่มทดลองผลิตข่าวเต็มระบบ ตั้งเป้าไว้ที่ ๗ ข่าว และ ๑ บทความ ต่อสัปดาห์

โดยเริ่มประสานงาน ภายในเครือข่ายศูนย์ข่าวภาคเหนือ จากนั้นให้บรรณาธิการส่งข่าว ไปตามกลไกที่วางไว้ แก่สื่อมวลชนส่วนกลางที่เป็นสมาชิก รวมถึงผู้ถือหุ้น ด้วยการบริการแบบให้เปล่า เป็นเวลา ๑ เดือน เพื่อให้เกิดการยอมรับ และเมื่อทดลองจนเกิดความพร้อม สำนักข่าวจึงเริ่มการจำหน่ายข้อมูลข่าวสาร ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ จนถึงปัจจุบัน[๑]

คุณค่าข่าวสวนทางกระแสหลัก
หลักปฏิบัติในการคัดเลือกข่าว ของสำนักข่าวประชาธรรม ไม่ได้ให้ความสำคัญ กับทฤษฎีคุณค่าข่าวของสื่อมวลชน หากแต่สนใจแหล่งข่าว ที่เป็นชาวบ้านเล็กๆ มากกว่า

ดังที่ศาสตราจารย์นิธิ ให้แนวหลักเกณฑ์ในการจับประเด็น และคัดเลือกข่าวไว้ว่า อุบัติการณ์ต้องสะท้อนได้ กว้างไปกว่าตัวของอุบัติการณ์นั้น และต้องเชื่อมโยงไปถึง สิ่งที่ใหญ่กว่าอุบัติการณ์นั้น จะช่วยให้เรามองเห็น ความซับซ้อนของปัญหา ซึ่งอาจเป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้ว

เพื่อให้สังเกตเห็นถึงความรู้ใหม่ ที่สังคมอาจไม่เคยทราบมาก่อน โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัว ในการนำเสนอความขัดแย้ง ที่สลับซับซ้อนในระดับท้องถิ่น ซึ่งสื่อกระแสหลักมองข้าม หรือด้วยความที่อยู่วงนอกของปัญหา

ชาวบ้านส่วนมาก มักยอมรับชะตากรรมของตน จนปัญหาของคนเล็กๆ จำนวนมาก ที่เป็นผลมาจากนโยบาย ไม่ได้รับการนำเสนอ การมองปัญหาแบบชนชั้นกลาง มักสวนทางกับความจริง หากมองเรื่องใหญ่ ด้วยมุมของคนรากหญ้า จะได้แนวคิดแก้ปัญหาที่ต่างออกไป ไม่เหมือนความคิดของชนชั้นนำ หรือจะเป็นข้อมูลสถิติ ซึ่งไม่ตรงกับความเข้าใจในภาพรวม ที่สะท้อนวิกฤตที่ไม่มีใครเคยเห็น ส่งผลให้เกิดความเข้าใจใหม่ ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงในชุมชน

ข่าวซึ่งไม่มีพื้นที่ในสื่อมวลชน ยังมีมากพอกับ ข่าวในประเทศที่บิดเบือน ดังนั้นการสืบเสาะ เปิดเผยความจริง เจาะประเด็นเชิงลึก จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญของประชาธรรม ในอันที่จะตีแผ่ข่าวเล็กๆ ให้เป็นที่รับรู้ ดังที่ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ นักวิชาการอิสระ เปรียบเทียบไว้ว่า สื่อมวลชนเหมือนรถใหญ่ ไม่สามารถเข้าซอยได้ แต่สำนักข่าวภาคประชาชน เปรียบเสมือนรถเล็ก ที่ซอกแซกเข้าซอยได้[๑]

ให้ชาวบ้านกำหนดทิศทางสังคม
สิ่งสำคัญในการเจาะประเด็นข่าวเหล่านี้ คือการเสนอมุมมองที่มักถูกมองข้าม ด้วยการเพิ่มเติมรายละเอียด ให้เกิดความหลากหลายในเนื้อหา และสร้างสมดุลกับหน้าหนังสือพิมพ์ โดยศาสตราจารย์นิธิ ให้ความสำคัญกับคนในอุบัติการณ์ต่างๆ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ในข่าวเช่นนี้ มักแสดงให้เห็นเพียงนโยบายของรัฐเท่านั้น แต่ไม่มีคนปรากฏอยู่ ทว่าหากเกิดสำนักข่าวภาคประชาชน ก็น่าจะช่วยให้มองเห็นตัวคน ในอุบัติการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น

ข้อสังเกตที่น่าคิด อีกประการหนึ่งคือ ข่าวภาคประชาชนไม่มีสีสัน ไม่ทันเหตุการณ์ ไม่เป็นกลาง จะทำอย่างไร ให้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ สื่อสารออกไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อลองสังเกตว่า การพัฒนาประเทศ มีที่มาจากศูนย์กลาง ไม่มีใครฟังประชาชน ว่าพวกเขาต้องการอะไร ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสเลือก เนื่องจากอิทธิพลของสื่อ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา จากผู้มีอำนาจสู่ผู้ถูกปกครอง หรือจากบนสู่ล่าง  ผู้กำหนดทิศทางข่าวสาร ก็คือผู้มีโอกาสใช้ และเข้าถึงสื่อนั่นเอง

การสื่อสารจากภาคประชาชน จึงเป็นการผลักดัน ให้พวกเขาได้โอกาสพลิกบทบาท เป็นผู้นำเสนอข่าวสารบ้าง เช่นบอกถึงสิ่งที่ต้องการ หรือไม่ต้องการ มีสิทธิเลือก หรือไม่เลือก แม้จะไม่เชี่ยวชาญ อย่างมืออาชีพ แต่ก็นับเป็นช่องทางหนึ่ง ที่ภาคประชาชน จะได้ผลักดันนโยบายสาธารณะ ตามที่ต้องการอย่างแท้จริง ทั้งเกิดกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกันในชุมชน ควบคู่กับการพัฒนา วิธีการสื่อสารด้วย[๑]

---------------------------------------------------------------------------------------------
[๑] สำนักข่าวประชาธรรม, ความเป็นมาของประชาธรรม, จากเอกสาร “สรุปบทเรียน สำนักข่าวประชาธรรม”, ๒๕๔๗

ฅนข่าวเท้าติดดิน: บทที่ ๐๘ ไทย อี-นิวส์ อาสาสมัครสื่อทางเลือก จุดยืนประชาธิปไตย


อาสาสมัครสื่อทางเลือก จุดยืนประชาธิปไตย

จาก: ฅนข่าวเท้าติดดิน
โดย: ภัทรพล สุธาวุฒิไกร


ท่ามกลาง วิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมา ต้องยอมรับประการหนึ่งว่า ยังมีองค์กรเอกชน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของสังคม ได้อย่างจริงจัง แม้ไม่ใช่ภาครัฐก็ตาม

เช่นที่สื่อมวลชน บางสาขาและบางสำนัก กำลังแสดงความบิดเบี้ยวให้เห็น โดยต่อเนื่องอย่างน่ากลัว แม้แต่สื่อมวลชนด้วยกัน ยังกล่าวด้วยความรังเกียจ ถึงกระบวนการเช่นนี้ว่า “ยุทธการตอแหล” ซึ่งหมายถึง การเลือกนำเสนอ แต่เรื่องที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายพวกตน และเผยแพร่กรณีที่เป็นโทษ กับอีกฝ่ายเท่านั้น

ดังนั้น ประชาชนผู้รับสื่อในทุกวันนี้ จึงจำเป็นต้องมองหา วิธีการที่จะเข้าถึง “ความจริง” ที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นเหล่านั้น ซึ่งทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งคือ การค้นคว้าหาเอาด้วยตนเอง หรือฝากให้ผู้แทนที่เชื่อถือได้ เป็นผู้ดำเนินการแทน และทีมข่าวเว็บล็อก “ไทย อี-นิวส์” ก็ถือเป็นหนึ่ง ในกลุ่มผู้ดำเนินการเช่นนั้น

คลอดหลังรัฐประหารอัปยศ ๑๙ กันยาฯ
“ไทย อี-นิวส์” ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อวันพุธที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้หลังเพียงเดือนเศษ หลังรัฐประหารโดย “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) เมื่อค่ำวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ปีเดียวกันนั้น (ดูเพิ่มจากเนื้อหาในบทที่ ๐๔) โดยกลุ่มอาสาสมัคร ซึ่งเดิมเป็นเพียงนักท่องอินเทอร์เน็ต ที่มีจุดยืนในอันที่จะปกป้องระบอบประชาธิปไตย และเคยรวมตัวกับชุมชนออนไลน์ เว็บบอร์ดราชดำเนิน ในเว็บไซต์พันทิปดอตคอม[๑]

สื่อบางสำนักบิดเบือน-ร่วมหักหลังประชาชน
ต่อมา ทางพันทิป รวมถึงสื่อกระแสหลัก ต่างก็เซ็นเซอร์ตัวเองกันอย่างเข้มงวด และด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ซ้ำร้ายบางแห่ง ยังบิดเบือนข่าวสารอย่างร้ายกาจ หักหลังประชาชน แล้วยังให้ท้ายสนับสนุนเผด็จการและพวก เช่นกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีพฤติกรรมขัดแย้ง กับหลักการประชาธิปไตย แม้แต่ชนชั้นนำ ที่อยู่เบื้องหลังการแทรกแซงทางการเมือง อันเป็นผลร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นของปวงชนชาวไทย[๑]

อาสาสมัครสื่อทางเลือก-จุดยืนประชาธิปไตย
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้เว็บล็อก “ไทย อี-นิวส์” และ “ไทย เพรส ล็อก” เกิดขึ้นเพื่อเป็นสื่อทางเลือกใหม่ ให้กับผู้ร่วมอุดมการณ์ โดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารอีกด้าน ซึ่งมีอำนาจที่มองไม่เห็นอำพรางไว้ เปิดโปงกลุ่มเผด็จการทำลายชาติ และต่อต้านประชาธิปไตย ตลอดจนแสดงจุดยืน สนับสนุนความเคลื่อนไหวของประชาชนชาวไทย ผู้ต่อต้านเผด็จการ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับมา[๑]

ข่าวแรก-แถลงข่าวชุมนุมสนามหลวง
ทั้งนี้ “ไทย อี-นิวส์” นำเสนอข่าวที่มีพาดหัวว่า “แถลงข่าวกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย” เป็นชิ้นแรก โดยอ้างอิงมาจากเว็บไซต์ประชาไท และมีเนื้อหากล่าวถึงการแถลงข่าวกิจกรรมการชุมนุม ของกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งการแถลงข่าวดังกล่าว มีขึ้นที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม โดยทางกลุ่มฯ มีข้อเรียกร้อง ๓ ข้อคือ

๑. ต้องการให้คืน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ กลับมาสู่ประชาชน โดยเร็วที่สุด
๒. กอบกู้พระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมา เพราะคณะรัฐประหารทำให้ผู้คนทั้งโลกเข้าใจผิดว่า พระองค์ท่านไม่เป็นประชาธิปไตย ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนรัฐประหารครั้งนี้
๓. ไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร รัฐบาล หรือกฎหมาย ที่ออกโดยคณะรัฐประหาร และต่อต้านการทำรัฐประหารในประเทศไทยในอนาคต[๒]

บทความแรก-แถลงการณ์กระบวนทัพประชาชน
ส่วนบทความแรกที่ “ไทย อี-นิวส์” นำมาเผยแพร่คือ  “แถลงการณ์กระบวนทัพประชาชน” เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๙[๑] โดยมีใจความว่า

---------------------------------------------------------------------------------------------
“แถลงการณ์กระบวนทัพประชาชน”

ประชาชนไทยทั้งหลาย พึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้ เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม ในระบอบอำมาตยาเปรมาธิปไตย  ตามที่เขายัดเยียดให้

บรรดาเผด็จการอำนาจนิยม พวกอภิสิทธิ์ชน กี่ยุคสมัย ไม่เคยเปลี่ยนธาตุแท้ของพวกเขาเลย นั่นก็คือ การกดขี่หยามเหยียด ประชาชนร่วมชาติร่วมแผ่นดิน ให้อยู่ภายใต้การปกครองเยี่ยงทรราช โดยไม่ยินยอมให้ประชาชน มีสิทธิ มีเสียง มีเสรีภาพ มีการตั้งตัวแทนของตนขึ้นปกครองบ้านเมือง ตามระบอบประชาธิปไตย

เมื่อครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ พวกอภิสิทธิ์ชน ก็บังอาจอ้างว่า ประชาชนทั่วไปยังโง่อยู่ จึงไม่ยอมให้ในหลวงรัชกาลที่ ๗ พระราชทานรัฐธรรมนูญตามพระราชประสงค์ จนต้องมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผ่านไป ๗๐ ปีเศษ คณะรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็บังอาจกล่าวอ้างอย่างซ้ำซากว่า ประชาชนยังโง่อยู่ เลือกผู้บริหารประเทศตามอามิสสินจ้าง แล้วก็ยึดอำนาจรวบรัด กลับไปยังพวกตน ทั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ดังที่ทราบกันทั่วไป แม้การกระทำอันหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นนี้ พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชน ก็บังอาจกระทำลงไป

อีกประการหนึ่ง ที่พวกซากเดนล้าหลังอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยม มักเข้าใจผิดก็คือ ดูถูกหมิ่นแคลน ไม่มีความเชื่อมั่นศรัทธา ในพลังสามัคคีของประชาชน อันกว้างใหญ่ไพศาล มักคิดสั้นๆ ว่า เมื่อเด็ดหัวขบวน ผู้นำการต่อสู้แล้ว ขบวนแถวของประชาชนผู้รักชาติ จะล่มสลายลง ซึ่งเป็นการคิดผิดทุกครั้ง

อาทิ ในคราวการลุกขึ้นต่อสู้ เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ พวกเผด็จการอำนาจนิยม ได้จับกุมผู้นำการเรียกร้องรัฐธรรมนูญไป ๑๓ ราย โดยคิดว่าจะกำราบให้อยู่หมัด แต่มวลมหาประชาชน ก็ได้เคลื่อนขบวนทัพออกมาเรือนล้าน จนโค่นล้มพังทลายคณะผู้เผด็จการ ลงไปอย่างราบคาบ

หรือในคราว การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ในช่วงของการต่อสู้อันแหลมคมนั้น พวกเผด็จการอำนาจนิยม ได้จับกุมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้นำขบวนการต่อสู้ในขณะนั้น โดยหวังว่าขบวนทัพประชาชนจะยอมแพ้ แต่เท่ากับจุดประกายให้ประชาชนผู้รักชาติ ขยายวงการต่อสู้ออกไปอย่างกว้างขวาง และโค่นล้มผู้เผด็จการออกไปในท้ายที่สุด

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนล้าหลัง ไม่เคยสำนึกในประวัติศาสตร์ ความพ่ายแพ้ของฝ่ายตนเลย ล่าสุด กำลังย้ำรอยความพ่ายแพ้ให้แก่พวกเขา เมื่อคิดว่าเด็ดยอด ขจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากเวทีการเมืองแล้ว จะสลายพลังของขบวนทัพประชาชนลงได้

พวกเผด็จการอำนาจนิยม ซากเดนอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ทักษิณก็เป็นเพียง สัญลักษณ์ของฝ่ายประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ต่างไปจาก ‘๑๓ กบฏ’ ในกรณี ๑๔ ตุลาคม หรือพลตรีจำลอง ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

แม้จะเด็ดยอด จับกุมคุมขัง หรือขจัดให้พ้นเวทีการเมืองไปได้ แต่ไม่มีทางเลยที่จะหยุดยั้ง ขบวนทัพอันเกรียงไกรของประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมได้

เพราะขบวนทัพของประชาชน ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม ในทางประวัติศาสตร์ ไม่เคยขึ้นตรงต่อผู้ใด ธรรมชาติเป็นไปเพื่อการปกปักรักษามรดกประชาธิปไตย อันเป็นของปวงชนเอาไว้ด้วยเลือดเนื้อ ชีวิต และจักสืบสานการต่อสู้ สืบทอดต่อไปยังอนุชนในอนาคต

พลังบริสุทธิ์ของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบอภิสิทธิ์ชนล้าหลัง มีแต่เกียรติประวัติแห่งชัยชนะ ดังนั้นระบอบอำมาตยาเปรมาธิปไตย ก็เตรียมตัวเป็นรายต่อไป ที่จะถูกบดขยี้ให้พังพินาศในเร็ววัน

ประชาชนไทยทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของประชาชนทุกคนเสมอกัน ไม่ใช่ของพวกอภิสิทธิ์ชน เผด็จการอำนาจนิยมในระบอบอำมาตยาเปรมาธิปไตย ขอให้มีความเชื่อมั่นในพลังของขบวนทัพประชาชน ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย มีความศรัทธาในเกียรติประวัติการต่อสู้ของพวกเรา และแน่นอนว่า ชัยชนะของประชาชนกำลังจะมาถึง พวกอสัตย์อธรรมกำลังจะพบจุดจบในไม่ช้านี้

ขบวนทัพประชาชน ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
๓ ตุลาคม ๒๕๔๙[๓]
---------------------------------------------------------------------------------------------

‘๑.๕ล้าน’ ต้อนรับไทยอีนิวส์ ๙ เดือนแรก
เมื่อเปิดตัวขึ้นบนโลกไซเบอร์ ประชาชนผู้ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ก็ต้อนรับ “ไทย อี-นิวส์” ตั้งแต่ระยะแรกทันที สะท้อนบรรยากาศที่ประชาชนเพรียกหาประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการทหาร ซึ่งกำลังลุกลามออกไป อย่างกว้างขวางและรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง

อย่างไรก็ตามในระยะหนึ่ง เผด็จการก็เข้าคุกคามโลกออนไลน์ ส่วนที่ต่อต้านพวกตน “ไทย อี-นิวส์” จึงต้องยุติบทบาทไปในช่วงนั้น แล้วจึงกลับมายืนหยัดนำเสนอข่าวสาร ตามแนวทางเดิมอีกครั้ง ตั้งแต่ราวต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๐

จากนั้น “ไทย อี-นิวส์” เริ่มเปิดระบบสถิติ เพื่อนับจำนวนผู้เข้าชมเป็นครั้งแรก ในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ นับจนถึงสิ้นปี มีผู้เข้ามาอ่านข่าว บทความ และทรรศนะในเว็บล็อก รวมทั้งสิ้น ๑,๕๒๑,๖๐๗ ครั้ง[๑] 

พธม.ยึดสุวรรณภูมิ-ผู้ชมทะลุ๖หมื่นต่อวัน
เมื่อขึ้นสู่ศักราชใหม่ สถานการณ์ทางการเมืองเข้มข้นและร้อนแรงยิ่งขึ้น แต่ประชาชนที่ต้องการข้อมูลข่าวสาร ตามนโยบายนำเสนอที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้สิ่งเหล่านี้จากสื่อกระแสหลัก จึงกลายเป็นเหตุผลหลัก ที่มีผู้เข้าติดตามอ่านเนื้อหาจาก “ไทย อี-นิวส์” ในอัตราก้าวกระโดด ทั้งนี้ ตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมถึง ๔,๙๗๙,๑๖๗ คน

โดยวันที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมสูงสุดในปีดังกล่าว คือวันที่ ๒๕ (๖๑,๓๔๓ ครั้ง) และ ๒๖ พฤศจิกายน (๖๑,๕๑๐ ครั้ง) ซึ่งเป็นสองวันแรก ที่กลุ่มพันธมิตรฯ และแนวร่วม บุกเข้ายึดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว “ไทย อี-นิวส์” เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่ง ที่ติดค้างอยู่ในสนามบินเป็นจำนวนมาก ตลอดจนท่าทีของนานาชาติ รวมถึงเป็นสื่อไทยแห่งแรก ที่ประณามพฤติการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็น “การก่อการร้ายสากล” รวมถึงการเปิดโปงของสื่อต่างชาติว่า มีชนชั้นนำให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯ อีกด้วย

ส่วนฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีทั้งสองคน ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีความพยายามจะบังคับใช้กฎหมาย แต่ทว่าล้มเหลว เพราะกองทัพและตำรวจเพิกเฉย ซ้ำยังสมคบคิดกับชนชั้นนำ และกลุ่มพันธมิตรฯ อีก[๑]

สงกรานต์เลือด-แห่อ่านข่าวเฉียดแสน!
ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เกิดกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยในหมู่ปวงชนชาวไทย เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน เกิดการสลับขั้วอย่างพิสดาร ด้วยกระบวนการพิเศษ ส่งผลให้เพียงยังไม่ครบห้าเดือน ก็มีผู้เข้าชมข่าวสารและบทความจาก “ไทย อี-นิวส์” แล้วถึง ๓,๔๙๙,๗๓๕ ราย

กราฟแสดงสถิติจำนวนผู้เข้าชมไทย อี-นิวส์ ระหว่างวันที่ ๘-๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒

อย่างไรก็ตาม ช่วงเหตุการณ์ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล และที่อื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๘-๑๔ เมษายน ก็ทำลายสถิติจำนวนผู้เข้าชมสูงสุด ที่เกิดขึ้นเมื่อคราวการชุมนุมยึดสนามบินลงไป โดยในวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ผู้ชมเพิ่มสูงขึ้นเป็น ๘๘,๕๒๑ คน และในวันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน ผู้ชมพุ่งขึ้นไปเกือบถึงหลักแสน ที่จำนวน ๙๗,๖๐๖ คน ทั้งที่ช่วงระหว่างเหตุการณ์ มีสถิติอยู่ประมาณระหว่าง ๓๕,๐๐๐-๔๕,๐๐๐ ครั้งต่อวันเท่านั้น

เนื่องจากสื่อกระแสหลักถูกควบคุมไว้ ด้วยพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลประกาศเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ในขณะที่บางส่วนก็นำเสนอข่าวอย่างลำเอียง เพราะมีอคติกับกลุ่มคนเสื้อแดง และให้การสนับสนุนรัฐบาลอย่างเปิดเผย ส่วนไทย อี-นิวส์ ก็เกาะติดนำเสนอเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างครบถ้วนรอบด้าน ทั้งข่าวจากสื่อมวลชนต่างชาติ รายงานจากผู้สื่อข่าวอาสาในพื้นที่ และการแถลงข่าวจากฝ่ายบัญชาการเหตุการณ์ของรัฐบาล

แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ยังอ้างอำนาจไปตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึง (บล็อก) ทั้งไทย อี-นิวส์, เว็บไซต์ฝ่ายประชาธิปไตยกว่า ๖๐ แห่ง รวมถึงสถานีประชาธิปไตย (ดี-สเตชั่น) โทรทัศน์ดาวเทียมของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย “ไทย อี-นิวส์” จึงต้องเปิดเว็บสำรองอีกแห่งขึ้นไว้

กราฟแสดงสถิติผู้เข้าชมไทย อี-นิวส์ ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ขณะเดียวกัน ผู้อ่านไทย อี-นิวส์ ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่ง เพื่อฝ่าทะลวงการปิดกั้น ช่องทางเข้าสู่หน้าเว็บในทุกวิถีทาง แม้แต่ขณะนี้ที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยกเลิกการใช้ไปแล้ว แต่รัฐบาลยังคงปิดกั้นการเข้าถึงไทย อี-นิวส์ ตามช่องทางปกติ ทำให้ผู้ชมต้องเปลี่ยนไปเข้ายังช่องทางใหม่[๑]

พฤษภาคม’๕๒ ผู้อ่านรวมเกิน ๑๐ ล้าน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ “ไทย อี-นิวส์” มีสถิติจำนวนผู้เข้าชมเว็บครบ ๑๐ ล้านครั้ง โดยในเวลา ๑๔.๐๐ น. ระบุยอดผู้อ่านไว้รวมทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐,๕๐๙ ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าชมครั้งแรก ๑,๕๖๘,๓๓๙ คน ผู้กลับมาเยี่ยมชม จำนวน ๓,๖๑๔,๖๑๐ คน[๑]

เผยทีมงานอาสามีแค่ ๖-ไม่รับสปอนเซอร์
ปัจจุบัน ทีมข่าวไทยอีนิวส์ เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่นำโดย นายสมศักดิ์ ภักดิเดช ณ อยุธยา และผู้ร่วมงานรวมทั้งสิ้น ๖ คน ซึ่งต่างก็มีภาระอาชีพของตนอยู่ด้วย  เป็นผู้คัดเลือกข้อมูลข่าวสาร บทความ ทรรศนะ บทวิจารณ์ นำเสนอทางเว็บล็อกสองแห่งคือ “ไทย อี-นิวส์” และ “ไทย เพรส ล็อก” เป็นหลัก ไม่มีสำนักงาน ไม่มีเงินเดือน หรือค่าตอบแทนใดๆ ตลอดจนไม่ยอมรับการสนับสนุน จากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดก็ตาม เพื่อให้การปฏิบัติงานอาสา เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาที่สุด[๑]

---------------------------------------------------------------------------------------------
[๑] นักข่าวชาวรากหญ้า, ยอดผู้อ่านไทย อี-นิวส์ทะลุ ๑๐ ล้านคลิก, ไทย อี-นิวส์, ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒
[๒] Editor01, แถลงข่าวกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย, ไทย อี-นิวส์, ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙
[๓] Editor01, แถลงการณ์ขบวนทัพประชาชน, ไทย อี-นิวส์, ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙

ฅนข่าวเท้าติดดิน: บทที่ ๐๙ โอเคเนชั่น ‘ทุกคน’ เป็นนักข่าว (เนชั่น) ได้?


โอเคเนชั่น ‘ทุกคน’ เป็นนักข่าว (เนชั่น) ได้?

จาก: ฅนข่าวเท้าติดดิน
โดย: ภัทรพล สุธาวุฒิไกร

หากจะกล่าวถึงเว็บไซต์ที่รวมเว็บล็อก ว่าด้วยข่าวสารบ้านเมืองสัญชาติไทยแล้ว คงต้องให้เครดิตกับ “โอเคเนชั่น” ว่าเป็นแห่งแรก และแห่งเดียวจนถึงขณะนี้ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ในการให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นหลัก เนื้อหาในบทนี้ จะช่วยให้คุณรู้ลึกรู้จริง เกี่ยวกับบริการเว็บล็อกของเครือเนชั่นแห่งนี้

สามหมอตำแย ทำคลอดโอเคเนชั่น
จากแนวคิดของ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ บรรณาธิการข่าว เนชั่นแชนแนล ที่มองเห็นสถานการณ์บนโลกออนไลน์ ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้วสรุปว่าค่อนข้างน่าห่วง โดยให้เหตุผลว่าในปัจจุบัน บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ ในเว็บบอร์ดหลายแห่ง เช่น “ราชดำเนิน พันทิปคาเฟ่” ซึ่งนับว่าเป็นเวทีเสรีประชาธิปไตย ที่มีชื่อเสียงบนออนไลน์ และมักมีบทบาทในการวัดกระแสพลเมือง ต่อปัญหาต่างๆ ในสังคม

แต่เขาเห็นว่า ชุมชนออนไลน์เหล่านี้ เริ่มไม่เป็นสถานที่สาธารณะ ในการแสดงความเห็นอีกต่อไป รวมถึงบรรยากาศของการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ได้กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ทั้งในโลกเสมือนจริงและโลกความจริง เขารู้สึกเสียดายที่ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำลายรากฐานทางประชาธิปไตยลงอย่างสิ้นเชิง (แต่ไม่ยักตั้งคำถามว่า ใครกันที่ทำให้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้ หากตอบถูกต้องแล้ว ก็จะทราบเองว่า ผู้นั้นเองเป็นผู้ทำลาย)

อดิศักดิ์จึงเสนอกับ สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น ถึงความหวังในการสร้างเว็บไซต์รูปแบบใหม่ บนแนวคิดของความเป็นบล็อก ซึ่งผสมผสานกับแนวทางของผู้สื่อข่าวพลเมือง คือทุกคนเป็นนักข่าวได้ อย่างลงตัว

“ก็ลองเอาไอเดียสองอย่าง บล็อกกับผู้สื่อข่าวพลเมืองมารวมกัน แต่ตอนนั้นยังไม่ตกผลึก ว่าจะออกมาแบบไหน มาตกผลึกก็เรื่องการเมือง จากกระแสเว็บบอร์ด ที่ทำให้ประชาธิปไตยออนไลน์หายไป มีการถล่มกันเลอะเทอะ จากที่สังคมบนออนไลน์เคยเป็นตัววัดกระแสสังคม ถึงขนาดเคยทำให้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ต้องออกมาขอโทษ กรณีเอารูปส่วนตัวที่โพสต์ไปตีพิมพ์ เว็บบอร์ดช่วยตรวจสอบสังคม จนสื่อหลักก็เริ่มยอมรับ”

เมื่อโครงการเป็นรูปร่างแล้ว อดิศักดิ์จึงลองส่งอีเมลต้นร่างโครงการนี้ ไปยังบุคลากรในเครือเนชั่นเองก่อน ซึ่งผู้ที่ตอบรับเรื่องนี้เป็นคนแรกก็คือ ชาลี วาระดี บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในขณะนั้น[๑]

“ผมเคยทำงานที่กรุงเทพธุรกิจนะ เป็นบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ ก็จำเป็นต้องอ่านข่าวสาร เกี่ยวกับเทคโนโลยีในต่างประเทศอยู่แล้ว ก็เลยเกิดความสนใจในสื่อใหม่ คือสื่อภาคประชาชน ก็สนใจมานานแล้วล่ะ อยากจะทำ พอดีคุณอดิศักดิ์ มีไอเดียจะทำบล็อกที่เป็นสื่อพลเมือง เลยเสนอตัวมาทำ ก็พอมีประสบการณ์ จากหนังสือพิมพ์นี่แหละ มาช่วยในการเป็นบรรณาธิการ” ชาลีจึงเข้ารับตำแหน่ง บรรณาธิการสื่อใหม่ (นิว มีเดีย) ของเครือเนชั่น จึงนับได้ว่า เขาเป็นผู้ร่วมบุกเบิก “โอเคเนชั่น” มาตั้งแต่ต้น

สองปีครึ่ง-ห้าหมื่นสมาชิก
พ็อกเก็ตบุ๊ก
“Citizen Reporter นักข่าวพันธุ์ใหม่”
จากนั้น เครือเนชั่นก็ทดลองเปิดเว็บไซต์ www.oknation.net เพื่อให้ทุกคนเข้ามาสร้าง “บ้านส่วนตัว” รวมกันเป็นชุมชนออนไลน์ รูปแบบใหม่และแห่งใหม่  ที่ให้อิสระในการเขียน ตลอดจนตกแต่งหน้าบล็อก บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และเคารพความเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น

เครือเนชั่น เปิดบริการเว็บล็อกแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ในเว็บไซต์นามว่า “โอเคเนชั่น” เป็นครั้งแรก ในลักษณะทดลองระบบ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ หรืออีกสามเดือนถัดมา โดยมีสุทธิชัย ลงมาเป็น “พรีเซ็นเตอร์” ให้ด้วยตนเอง โดยเริ่มต้นเปิดบล็อก และเขียนข่าวเป็นกลุ่มแรกๆ ตลอดจนโฆษณาสร้างกระแส ให้วารสารศาสตร์พลเมืองเติบโตในเมืองไทยอีกด้วย

ปัจจุบัน (นับถึงพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒) “โอเคเนชั่น” มีอายุประมาณสองปีครึ่ง ยอดจำนวนสมาชิกทะลุหลัก ๕๐,๐๐๐ คนไปแล้ว ส่วนเรื่องราวต่างๆ ที่ลงในแต่ละเว็บล็อก มีถึงประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ เรื่อง และเพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังมากขึ้น ผู้เขียนจึงนัดสัมภาษณ์กับชาลี ที่อาคารเนชั่น ถนนบางนา-ตราด และต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญทั้งหมด ของการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น

ความเป็นมาของโอเคเนชั่น
โอเคเนชั่นเกิดขึ้น เพราะมีความพร้อมในสองมิติ หนึ่งคือ การแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน ในระยะหลังนี้จะสังเกตได้ว่า ประชาชนอยากแสดงความคิดเห็นในเรื่องปรากฏการณ์ทางสังคม แม้กระทั่งเรื่องการเมืองและสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีพื้นที่ดำเนินการ สองคือ เทคโนโลยีเข้ามารองรับการทำงาน หรือกลไกของสื่อภาคประชาชน เมื่อทั้งสองตัวรวมกัน ทำให้เกิดเว็บไซต์ที่สื่อภาคประชาชน หมายถึงคนทั่วไปที่สนใจข่าวสารบ้านเมือง หรือสนใจทำงานนักข่าวอาสา หรือนักข่าวภาคพลเมือง มีที่ทางให้เข้าใช้บริการได้

ซึ่งทางเนชั่นมองเห็นปรากฏการณ์ ความเคลื่อนไหวของทั้งสองอย่าง ทั้งการแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน ที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในการรณรงค์ หรือการขับเคลื่อนสังคมต่างๆ แล้วก็เทคโนโลยีของสื่อ ซึ่งเทคโนโลยีที่สื่อนำมาใช้ประโยชน์ ทำให้เกิดเป็นบล็อกขึ้นมา หมายถึงใช้บล็อก ใช้เว็บไซต์ เป็นเครื่องมือในการทำงาน ของสื่อภาคประชาชน

อันนี้เราก็มีประสบการณ์ หรือเคยศึกษางานจากเว็บไซต์โอมายนิวส์ (ดูเพิ่มจากเนื้อหาในบทที่ ๐๕) ที่เป็นเว็บไซต์นักข่าวพลเมืองของทางเกาหลีใต้ อันนี้ไม่ได้เป็นบล็อก คนที่เขียนเรื่องส่งไป เขาต้องมีกฎปฏิบัติ มีกติกาอยู่เหมือนกัน เรียกว่าจริยธรรมนักข่าวพลเมือง ว่าเรื่องที่ส่งเข้ามาต้องเป็นเรื่องจริงนะ ไม่ได้คัดลอกใครเขามา เป็นเรื่องจากพื้นที่ อะไรอย่างนี้ แล้วเขาก็พิจารณาเรื่องต่างๆ ไปนำเสนอในเว็บไซต์เขา

แต่โอเคเนชั่นเนี่ย เราพิจารณาเรื่องจากที่บล็อกเกอร์เข้ามาเขียน ของเราจะเป็นบล็อก ในประเทศไทยนี่ก็มีบล็อกอยู่เยอะ มีของบล็อกแก๊ง เอ็กซ์ทีน แล้วก็ – ไฮไฟฟ์ก็เป็นบล็อก แต่ของเราเป็นบล็อกข่าว ฉะนั้นเมื่อเขามาเขียนบล็อก เราก็พิจารณาจากเรื่องที่เขาเขียนว่า เรื่องนี้น่าสนใจ เราก็จะมีพื้นที่ของกองบรรณาธิการ ที่จะนำเสนอเรื่องตรงนี้

ลักษณะเฉพาะตัวของโอเคเนชั่น
ก็คือสโลแกน “ทุกคนเป็นนักข่าวได้” สมาชิกทุกคนเข้ามาเขียนได้ มีพื้นที่เสรีให้ใช้ คือคำว่าบล็อกเกอร์ กับนักข่าวพลเมือง มันต่างกันนะ เพราะนักข่าวพลเมืองนี่ อาจจะเป็นบล็อกเกอร์ก็ได้ คือใช้พื้นที่ของบล็อก มานำเสนอข่าวของตัวเอง ก็เรียกว่าบล็อกเกอร์ แต่บล็อกเกอร์บางคน ไปเขียนเรื่องไดอารี ซึ่งไม่ใช่นักข่าวพลเมือง ฉะนั้นเราเปิดกว้าง ให้ความหลากหลาย แต่เราจะสนใจ และให้ความสำคัญกับบล็อก ที่เป็นนักข่าวพลเมือง

ทำไมต้องใช้เว็บไซต์ ก็เป็นการแสดงตัวตนไง พอได้ข่าวได้ภาพมา ก็อยากลงภาพเป็นส่วนของตัวเองใช่ไหม เมื่อก่อนนี้ไม่มีพื้นที่ให้ แต่ตอนนี้มันมี คือคุณไม่ได้เป็นเจ้าของทีวีนี่ ถ้าส่งภาพไป แน่ใจว่าเขาจะลงให้ไหม ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์นี่ แต่ถ้ามีเว็บไซต์ก็เอาลงไป แล้วก็ส่งไปให้สื่อ หรือผมในฐานะบรรณาธิการ ดูแล้วน่าสนใจ มีประโยชน์กับสาธารณะ ก็นำเสนอให้กับสื่อต่างๆ เอาไปเล่น ก็ไปต่อยอดได้

แล้วผมคิดว่า มีความสำคัญค่อนข้างมากนะ เนื่องจากเร็วและสดกว่าทีวีกับหนังสือพิมพ์เยอะมาก ผลกระทบและอิทธิพลก็ต่างกันแล้ว ผมว่าในอนาคต อยากให้สื่อมวลชนไทยให้ความสนใจ กับสื่อภาคประชาชนให้มากขึ้น ที่ผ่านมาผมคิดว่าน้อยนะ ยกเว้นเครือเนชั่นเรา แล้วก็ผู้จัดการที่มีบล็อก ส่วนที่อื่นยังให้ความสำคัญ กับความคิดเห็นจากนักข่าวพลเมืองน้อยมาก น้อยเกินไปด้วยซ้ำ

การควบคุมเนื้อหาของแต่ละบล็อก
ผมจะเป็นคนรีไรท์ ทุกเรื่องในบล็อกเนี่ย จะผ่านตาผมเกือบหมดแหละ ผมก็จะต้องอ่านว่า พาดหัวโอเคไหม “ไอ้ตู่” (นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง) อย่างนี้ ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเขาพาดหัวนี่ ในโอเคเนชั่นไม่อนุญาต ผมคิดว่ามันไม่เหมาะสม แม้เขาจะคัดลอกข่าวของผู้จัดการมาลง แต่ผมก็ไม่อนุญาต มันผิดจรรยาบรรณของผู้สื่อข่าว เขาก็ถามว่าทำไมผู้จัดการลงได้ – คุณก็ไปเขียนกับผู้จัดการสิ ที่นี่เนชั่น เรามีจรรยาบรรณค่อนข้างจะเข้มงวดกว่า

เพราะฉะนั้นในบล็อกโอเคเนชั่น ก็จะค่อนข้างมีคุณภาพ แล้วก็มีวุฒิภาวะ เพราะผมจะค่อนข้างเข้มงวด ตั้งแต่แรกที่เปิดมาเนี่ย ผมไม่เคยปล่อยให้มีการด่ากันหยาบคายนะ คือมันต้องมีศิลปะในการเขียนวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าไปเขียนที่ไฮไฟฟ์ ที่เสรีไทย ที่พันทิปราชดำเนิน แล้วจะมาเขียนที่โอเคเนชั่นด้วยภาษาเดียวกันไม่ได้ จะต่างกันที่จรรยาบรรณนี่แหละ ฉะนั้นพอผมเข้มงวด ยอมเหนื่อยตั้งแต่แรก พอเริ่มปักหลักได้แล้วเนี่ย ก็จะเริ่มมีคนเจริญรอยตามแบบอย่างของวุฒิภาวะ แล้วก็จะเป็นสังคมที่คุยกันรู้เรื่อง

นอกจากมีกฎระเบียบแล้วนี่ เขาก็ต้องเรียนรู้จากสังคม และต้องดูแลตัวเองด้วย เพราะฉะนั้นถ้าอยากอยู่ในสังคมที่สร้างสรรค์ ประการแรกเลย ต้องทำตัวเองให้สร้างสรรค์ก่อน อยากอยู่ในสังคมที่มีวุฒิภาวะ ตัวเองก็ต้องเป็นผู้มีวุฒิภาวะให้กับคนอื่น จึงจะได้วุฒิภาวะกลับมา

ชาลี วาระดี
บรรณาธิการ “โอเคเนชั่น”
ตัวอย่างเว็บล็อกสื่อพลเมืองในโอเคเนชั่น
อย่างเช่น “โอเคเนเจอร์” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ต่อต้านการเซ้งอุทยานแห่งชาติ เขาก็จะนัดสัมภาษณ์หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่เป็นคนฟ้องรีสอร์ตซึ่งบุกรุกพื้นที่ของเกาะอาดัง เพื่อไปสร้างรีสอร์ต ๘๐ ล้าน อะไรอย่างนี้ เสร็จก็มาเขียนเป็นประเด็นข่าวเลย และนอกจากเวอร์ชั่นที่เขียนเป็นข่าวเรียบร้อย มีพาดหัว มีเขียนโปรย มีสรุปประเด็น มีถอดเทปออกมาแล้ว ยังมีเป็นคลิปวิดีโอให้ดูอีก แล้วเขายังระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษาไม่ให้ถูกฟ้องร้องอีก ฉะนั้นก็จะเกิดการพัฒนาต่อไป

สื่อกระแสหลักบางฉบับ ผมว่าไม่สนใจที่จะไปสัมภาษณ์แล้วก็ทำเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป เขาลงพื้นที่ไปเกาะตะรุเตา ไปดูพื้นที่จริง ไปถ่ายรูปรีสอร์ตซึ่งล่วงล้ำพื้นที่อุทยานแห่งชาตินี่ ไปถ่ายรูปปะการังที่ได้รับความเสียหาย เขาก็ปรึกษาผมว่าจะเล่นประเด็นอะไร จะมีกี่เรื่อง ได้เรื่องอะไรมาบ้าง เอาเรื่องมากองกัน เรามีภาพ เรามีวิดีโอ เราก็จะเล่นประเด็นนี้ๆ ก็มีกระบวนการกองบรรณาธิการเกิดขึ้น

บล็อกเกอร์รู้สึกว่าตนเองอยู่ร่วมสถาบันเนชั่น
ก็เป็นไปได้ว่าจะมีแฟนคลับของเครีอเนชั่นมาเขียนเยอะ แต่ผมคิดว่ามีแฟนคลับผู้จัดการมาเขียนมากกว่า คงมีแฟนคลับผู้จัดการกับเนชั่นอยู่พอๆ กัน

ความเกี่ยวข้องระหว่างโอเคเนชั่น กับนักข่าวชุมชนของคมชัดลึก (โดยลุงแจ่ม)
ก็เป็นลักษณะของคอลัมนิสต์ ที่เปิดให้ผู้อ่านส่งจดหมายเข้ามาร้องทุกข์ที่คมชัดลึก แล้วก็สอบถามกับผู้เกี่ยวข้อง ได้คำตอบก็ลงในคมชัดลึก แต่ถ้าเป็นบล็อก ก็สามารถส่งเข้ามาทางบล็อกได้ มันขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า หรือรู้จักไหม หากประชาชนนั้นเป็นบล็อกเกอร์ ก็สามารถเขียนปัญหานั้นลงบล็อกได้เอง

ก่อนหน้านี้ ลุงแจ่มก็มีบล็อกนะ พอเวลาชาวบ้านมีเรื่องอะไร ก็เอามาลงบล็อก แต่ก็ขาดการติดต่อเชื่อมโยง อาจเพราะคนดำเนินการมีน้อย เขาก็เลยไม่ได้มาตอบ ระยะหลังเลยไม่ได้อัพบล็อก ก็เลยเงียบไป มีเฉพาะในหนังสือพิมพ์อย่างเดียว แต่ผมคิดว่าน่าสนใจ เพราะวิธีการง่ายกว่า เร็วกว่า ถ้าลุงแจ่มมีบล็อก หรือมีเว็บไซต์ ผมคิดว่าคนที่มีอินเทอร์เน็ตจะส่งมาทางนี้มากกว่า ทุกคนที่มีความเดือดร้อน เขาอยากได้เร็วๆ ทั้งนั้นแหละ

ความหมายของผู้สื่อข่าวพลเมือง
ผู้สื่อข่าวพลเมืองก็คือ ประชาชนที่สนใจข่าวสารบ้านเมือง เช่นว่าเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็สามารถรายงานเหตุการณ์นั้น เข้ามาในเว็บไซต์ของเรา ผ่านอุปกรณ์และเทคโนโลยีส่วนตัวทุกอย่างที่มี ถ้ามีกล้องดิจิตอลหรือกล้องมือถือ ก็เอาภาพนิ่งมาลงในบล็อก

ส่วนเนื้อหา ต้องเป็นประโยชน์กับสาธารณะและสร้างสรรค์ สามารถเกิดการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายได้ อย่างเช่นกรณีต่อต้านการขยายถนน และการวางผังเมืองเชียงใหม่ เวลามีการประชุมกัน คนในพื้นที่ก็จะเข้าไปทำข่าว แล้วเอามารายงานในบล็อกของเขา นี่คือธรรมชาติของนักข่าวพลเมือง คือเริ่มจากนำเสนอเรื่องที่สนใจ

แต่ไม่ใช่ว่าผมในฐานะบรรณาธิการมอบหมายให้ไปทำ อย่างนี้ไม่ใช่วารสารศาสตร์พลเมือง มันเกิดจากธรรมชาติที่มีคนส่งข้อมูลมาให้ แต่เราสามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการส่ง รูปแบบการนำเสนอ พาดหัว การเขียนโปรยข่าว การเขียนเนื้อเรื่องควรเป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่บอกให้ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้

ยังมีอีกหลายช่องทาง โทรศัพท์เข้าไปรายงานวิทยุ รายงานทีวี หรือให้สัมภาษณ์นักข่าว แล้วก็เอาไปออกทีวี ลงหนังสือพิมพ์ ก็เป็นนักข่าวพลเมือง แต่ไม่สามารถแสดงตัวตน ว่าเป็นนักข่าวพลเมือง แล้วก็ต้องทำงานจริงจังนะ ไม่ใช่ว่าเป็นนักข่าวพลเมือง แล้วก็ – คือมีกติกาการเป็นนักข่าวพลเมืองอยู่ แล้วถ้าเกิดคนจะทำงานด้านนี้ ก็ต้องมีที่ทางให้นำเสนอผลงานของตนเอง ถ้าไม่เอาข้อมูลไปใส่ในเว็บไซต์หรือในบล็อก แล้วตัวตนคืออะไรล่ะ มีไหม ก็ไม่เจอ หาไม่เจอน่ะ ไม่ใช่เจ้าของสื่อนี่ ที่จะมีคอลัมนิสต์ประจำ ฉะนั้นกลไกของอินเทอร์เน็ตเลยเปิดกว้างในเรื่องนี้มากกว่า เพราะทุกคนก็สามารถเข้าไปใช้อินเทอร์เน็ตได้

ก่อนหน้านี้ผมก็จะมีจัดอบรม เรื่องการเป็นนักข่าวพลเมืองว่าคืออะไร มีกลไกอะไรบ้าง มันควรจะเป็นอย่างไรบ้าง อะไรเขียนได้เขียนไม่ได้ เรามีทำประจำล่ะครับ อันนี้คือในส่วนที่เป็นเนื้อหานะ ส่วนของการนำเสนอ ทั้งรูปแบบการเขียน การถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ก็เป็นเรื่องเทคนิคในการผลิต ก็มีกระบวนการสอนในเรื่องนี้ด้วย

สื่อพลเมืองเหมาะกับสังคมไทยแค่ไหน
ก็เหมาะนะครับ ถ้าไม่เหมาะคงไม่เกิด เพราะเป็นช่องทางที่ประชาชน สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทันที และต้องอย่างมีวุฒิภาวะด้วยนะ เพราะสื่อกระแสหลัก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ของภาคประชาชนได้หมด ประชาชนสามารถคิดอ่าน บางครั้งยังเสนอแนะ ให้แง่คิดดีๆ กับสังคมได้มากกว่าสื่อกระแสหลักด้วยซ้ำไป

อย่างถ้าผู้สื่อข่าวต้องไปทำเรื่องเกี่ยวกับ การรักษาหรือการวินิจฉัยโรค ก็ทำได้แค่ตั้งคำถามกับแพทย์ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น แพทย์คนนั้นเรียนเขียนข่าวแล้วมาเขียนข่าวเองล่ะ จะเขียนได้ลึกกว่าหรือเปล่า และจำเป็นต้องมีนักข่าวอีกไหม เรื่องนี้ก็เป็นการตอบโจทย์ คือคนเขียนมีความน่าเชื่อถือ และมีคุณภาพที่ไม่ด้อยไปกว่าสื่อกระแสหลัก

---------------------------------------------------------------------------------------------
“ความเป็นสื่ออาชีพ เป็นโทษต่อนักข่าวพลเมือง”
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

“(การเปิดให้บริการบล็อก) นั่นเป็นวิธีการที่เขาจะปรับตัวเข้าหา เขาก็จะรองรับกับการเป็นนักข่าวพลเมืองเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน ความเป็นสถาบันของเนชั่น ก็ไปกดนักข่าวพลเมืองเหล่านี้ คือเขาก็บอกว่า “เราเป็นสื่ออาชีพ” อยู่ตลอดเวลา ขายความเป็นสื่อมืออาชีพอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน เขาก็ขายความเป็นนักข่าวพลเมืองด้วย มันก็ขัดแย้งกันในตัว คุณบอกว่าเป็นสื่ออาชีพ ความเป็นสื่ออาชีพเนี่ย มัน Blame (เป็นโทษต่อ) นักข่าวพลเมืองในตัว คือพูดง่ายๆ ว่า สำนักข่าวเขาก็ Blame โอเคเนชั่นไปในตัวน่ะ อันนี้แหละเป็นจุดอ่อนของเขา”

“เพราะฉะนั้น อย่างสื่อกระแสหลักเองก็ต้องลดความเป็นอาชีพลง โอเค คุณจะทำข่าวน่าเชื่อถือ รับผิดชอบ เพื่อเป็นตัวแบบให้กับนักข่าวพลเมือง ก็ควรจะไปทางนั้น ควรจะเป็นฐานของนักข่าวพลเมือง แต่เนื่องจากเขามีข้อจำกัด ตรงที่ว่าเขาเป็นธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องใช้ความเป็นวิชาชีพของเขา มาเป็นจุดแข็งในการทำธุรกิจสื่อมวลชนต่อไป โอเคเนชั่นจึงกลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับพลเมือง แบบหวังผลทางธุรกิจ มากกว่าจะเปิดพื้นที่ เพื่อให้มีนัยสำคัญทางสังคมจริงๆ”

---------------------------------------------------------------------------------------------
[๓] ชาลี วาระดี, “คำนำสำนักพิมพ์” ใน Citizen Reporter นักข่าวพันธุ์ใหม่, ปิรันย่า, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊กส์, ตุลาคม ๒๕๕๐), หน้า ๕